บิทคอยน์อัพเดทข่าวสารทุกวันไม่ให้คุณพลาดข่าวบิทคอยน์

ธนาคารกลาง ประเทศลาวประกาศเตือนลงทุน Bitcoin หลังจากมีเว็บเทรดแห่งแรกเปิดตัวขึ้นไม่นาน

ธนาคารกลาง ประเทศลาวประกาศเตือนลงทุน Bitcoin หลังจากมีเว็บเทรดแห่งแรกเปิดตัวขึ้นไม่นาน

ธนาคารกลางของ ประเทศลาว ได้ออกมาประกาศเตือนต่อสาธารณะเกี่ยวกับการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล อ้างอิงจากสื่อท้องถิ่น Vientiane Times โดยประกาศดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่เว็บไซต์กระดานซื้อขาย Bitcoin แห่งแรกของลาว นามว่า Bitsabuy (บิทสบาย) ถูกเปิดตัวขึ้นได้ไม่นานนี้

The Bank of the Lao PDR หรือธนาคารกลางประเทศลาวได้ออกมาเตือนนักลงทุนในประเทศว่าการทำธุรกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ cryptocurrency ในประเทศนั้นถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย โดยก่อนหน้านี้ทางธนาคารกลางได้ออกมาแบนไม่ให้สถาบันการเงินใด ๆ ก็ตามมีส่วนเกี่ยวข้องกับ cryptocurrency และทำการลงทุนในตัวเหรียญ Bitcoin หรืออื่น ๆ

ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ ก็คือทางธนาคารนั้นรู้สึกกลัวว่าจะมีการทำธุรกรรมแบบที่ไม่สามารถเผยตัวตนได้ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการใช้งานสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงในแง่ของการฟอกเงินอีกด้วย นอกจากนี้แหล่งข่าวไม่เปิดเผยที่มายังให้สัมภาษณ์กับทาง Vientiane Times ว่าทางรัฐบาลนั้นยังไม่มีระบบป้องกันความปลอดภัยที่ดีพอเพื่อปกป้องนักลงทุน cryptocurrency ได้

แม้ว่าประเทศเพื่อนบ้านของลาว อย่างไทยเรานี้จะมีกฎหมายมารองรับ cryptocurrency อย่างเป็นทางการแล้ว (ต้องขอบคุณ ก.ล.ต.) แต่ก่อนหน้านี้เมื่อหลายปีที่ผ่านมาทางแบงค์ชาติประเทศไทยก็เคยมีท่าทีที่คล้ายคลึงกับของธนาคารกลางลาว ซึ่งก็คือในแง่ของความกังวลในด้านการทำธุรกรรมผิดกฎหมาย รวมถึงการไร้การปกป้องของนักลงทุน

ในขณะเดียวกัน เว็บกระดานซื้อขายคริปโตแห่งแรกของลาว Bitsabuy นั้นเพิ่งจะเปิดตัวมาได้เมื่อไม่นานมานี้ โดยปัจจุบันเว็บดังกล่าวนั้นเปิดให้บริการซื้อขายเหรียญ BTC, ETH, ATO และอื่น ๆ อีกมากมายอีกด้วย โดยให้บริการซื้อขายคู่กับเงินกีบ และนักลงทุนสามารถที่จะฝากถอนเป็นเหรียญคริปโตหรือเงินกีบได้ เหมือน ๆ กับเว็บกระดานซื้อขายในไทย

ธนาคารกลาง

ทว่าในปัจจุบันนั้นเว็บดังกล่าวยังเปิดให้บริการอยู่ในพื้นที่สีเทา โดยมีโวลลุ่มการซื้อขาย Bitcoin รายวันอยู่ที่ประมาณ 0.42 BTC ต่อวัน ซึ่งบ่งบอกว่าอุตสาหกรรมคริปโตในลาวนั้นยังใหม่มาก และอาจต้องใช้เวลาค่อนข้างนานกว่ารัฐบาลภายในประเทศจะยอมรับมัน หรือเลือกที่จะลงดาบแบนมันเหมือนกับที่จีนเคยทำมาแล้ว

ทางสยามบล็อกเชนได้ทำการติดต่อทีมงาน Bitsabuy เพื่อสอบถามถึงข้อเท็จจริงแล้ว โดยโฆษกของทางทีมงานได้ให้สัมภาษณ์กับทางสยามบล็อกเชนว่า

“ปกติตอนก่อนหน้าที่จะมีเว็บซื้อขายนั้นคนลาวส่วนใหญ่จะซื้อขายกันแบบส่วนตัวแต่หลักๆจะไปซื้อขายที่เวปไซด์ของไทยเพราะว่าใกล้ประเทศสุดซึ่งแนวคิดของ ผู้บริหารจิตสบายคือมองคือเป็นการมองว่าเงินมันจะออกหลายนอกประเทศเป็นอย่างมากเพราะว่าก่อนที่เขาจะไปซื้อบิทได้เขาต้องเอาเงินกีบไปแลกเป็นบาทเพื่อที่จะข้ามไปซื้อที่เว็บไทย[…]ถ้ามีความต้องการแบบนี้ในประเทศลาวที่เป็นของคนลาวเราก็ควรจะ support ให้คนลาวเพื่อที่ คนลาวจะได้สะดวกสบายไม่ต้องไปแลกเงินต่างประเทศเพื่อไปซื้อคริปโตเคอเรนซี่นอกประเทศ”

เมื่อถามถึงการออกมาเตือนของแบงค์ชาติลาว และการเข้าไป comply หรือพูดคุยหารือกับทางฝั่งรัฐบาลลาวนั้น ทางโฆษกกล่าวว่า

“หลัก ๆ คือทางการก็เตือนมาด้วยความเป็นห่วง แต่ทีมงาน bitsabuy มีการ kyc ตัวตน เพื่อป้องกันการฟอกเงินและกระทำการที่ผิดกฎหมาย เราทำตามกระบวนในการดำเนินธุรกิจเท่าที่กฎหมายที่ลาวมีบังคับตอนนี้ หากหน่วยงาน หรือรัฐบาลเปิดโอกาสหารือร่วม เราให้ความร่วมมือ และยินดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะต้องการให้ประเทศพัฒนายิ่ง ๆ ขึ้นไปทัดเทียมกับทั่วโลก เพราะเราต้องการนำความรู้ด้านบลอคเชนมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ส่วน และผู้ที่ศึกษาเรียนรู้”

ขอบคุณแหล่งที่มา siamblockchain.com

ทำไมราคาBitcoin ถึงพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง หลังจากร่วงลงไปแตะ 3,000 ดอลลาร์มาแล้ว

ทำไมราคาBitcoin

ทำไมราคาBitcoin ถึงพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง หลังจากร่วงลงไปแตะ 3,000 ดอลลาร์มาแล้ว

ดูเหมือนว่า Bitcoin (BTC) กำลังกลับเข้าสู่กระแสของกระทิงอีกครั้งเมื่อ Bitcoin สามารถดันราคาให้สูงขึ้นได้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยหลังจากเมื่อสุดสัปดาห์นั้นราคาได้มีการเพิ่มขึ้นจนไปหยุดอยู่ที่ราคา 8,000 ดอลลาร์ แสดงถึงการเพิ่มขึ้นกว่า 150 เปอร์เซ็นต์นับจากเมื่อตอนธันวาคม 2018 ที่ราคา 3,194 ดอลลาร์ และในระยะยาวยังเป็นการขึ้นที่แข็งแกร่งสำหรับ Bitcoin อีกด้วย

ทำไมราคาBitcoin ถึงพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง หลังจากร่วงลงไปแตะ 3,000 ดอลลาร์มาแล้ว

ราคาของ Bitcoin แตะระดับสูงสุดที่ 8,285 ดอลลาร์ในเช้าของวันจันทร์ก่อนจะต้องเชิญกับแนวต้านที่รุนแรงและถูกส่งกลับลงมาที่ระดับ 7,000 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตามด้วยกระแสในตอนนี้พร้อมทั้งมีความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั้งหลายทำหลายคนคาดว่าอีกไม่นานราคาของ Bitcoin จะสามารถกลับขึ้นไปยืนเหนือ 8,200 ดอลลาร์ได้

การพัฒนาที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วของ Bitcoin
ในการให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg นาย Travis Kling, ผู้ก่อตั้งกองทุนป้องกันความเสี่ยง Crypto Ikigai ได้กล่าวถึงการพัฒนาที่อาจผลักดันการขึ้นขอราคา Bitcoin ในรอบกระทิงตัวนี้ไว้ว่า :

“การเติบโตของโลกคริปโตกำลังเกิดขึ้นแล้วจริง ๆ ณ ตอนนี้ทั้ง Consensys และ Bakkt ได้มีการประกาศผลิตภัณฑ์ฟิวเจอร์สของพวกเขาซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ได้มีกำหนดการว่าจะเปิดเมื่อไหร่แต่ในตอนนี้พวกเขากำลังจะให้บริการในเร็ว ๆ นี้แล้วในเดือนกรกฏาคม”

นอกเหนือจาก Bakkt แล้วยักษ์ใหญ่ด้านการเงินอเมริกันอีกสองเจ้าได้แก่ Fidelity Investments และ E * Trade ได้ประกาศแผนการของพวกเขาที่จะเริ่มสนับสนุนการซื้อขายสกุลเงินดิจิตอลในสักรูปแบบหนึ่ง ซึ่งยังไม่ได้มีการประกาศออกมา

ขอบคุณแหล่งที่มา siamblockchain.com

ราคาเหรียญXRP ร่วงกว่า 25% หลังจากทำจุดสูงสุดในปี 2019 แล้ว แล้วควรทำอย่างไรต่อไป

ราคาเหรียญXRP

ราคาเหรียญXRP ร่วงกว่า 25% หลังจากทำจุดสูงสุดในปี 2019 แล้ว แล้วควรทำอย่างไรต่อไป

By Jiraboon Narktongพ.ค. 17, 2019
ราคาเหรียญ XRP ร่วงกว่า 25% หลังจากทำจุดสูงสุดในปี 2019 แล้ว แล้วควรทำอย่างไรต่อไป ราคา RIPPLE212 จำนวนคนดูทั้งหมด
โหมดกลางคืน

ราคาของเหรียญ XRP ต่อค่า เงินดอลลาร์ นั้นได้ร่วงอย่างรุนแรงในวันนี้ โดยร่วงลงไปถึง 0.359 ดอลลาร์บน BitStamp ท่ามกลางการเทขายในตลาด ทว่าก็เริ่มมีการเด้งขึ้เนมาบ้างเล็กน้อย แต่โวลลุ่มนั้นก็ยังคงน่าเป็นห่วงอยู่ โดยราคานั้นได้ร่วงลงมาถึง 25% ในระยะเวลาเพียงแค่สองวันเท่านั้น เผยให้เห็นว่าตลาดขาขึ้นก่อนหน้านี้กำลังเริ่มหายไป

นักลงทุนกระเป๋าหนาเทขาย
การเทขายของตลาด XRP และรวมถึงกิจกรรมการเทขายบนเว็บไซต์ BitStamp นั้นดูเหมือนว่าจะมีความเกี่ยวข้องกันอย่างน่าสนใจ โดยนักวิเคราะห์ราคานาย Michael Gu กล่าวว่าการร่วงลงของราคา Bitcoin ที่ลงไปแตะ 6,200 ดอลลาร์นั้นมีขึ้นก่อนที่ราคา XRP จะร่วงลงไปถึง 0.359 ดอลลาร์ภายใน 1 ชั่วโมงเท่านั้น นอกจากนี้เหรียญ altcoin อื่น ๆ ก็มีการร่วงลงของราคาเช่นกัน เผยให้เห็นว่าราคาของ Bitcoin นั้นส่งผลโดยตรงต่อตลาดโดยรวม

ทางสื่อต่างประเทศอย่าง CCN ได้ออกมาวิเคราะห์ว่าราคาของ XRP นั้นได้ร่วงทะลุเส้นสีน้ำเงินที่ถือเป็นฐานของรูปแบบ head and shoulder ตามที่เห็นในกราฟด้านล่าง

โดยเหรียญดังกล่าวนั้นกำลังลงไปทดสอบแนวรับสำคัญอยู่ โดยแนวรับที่ว่านี้เคยส่งผลทำให้ราคาของ XRP เด้งขึ้นหลายครั้งมาแล้วในอดีต ซึ่งหากราคาร่วงลงต่ำกว่าเส้นสีแดงด้านล่างนั้น อาจส่งผลทำให้ราคาร่วงลงไปแตะ 0.341 ดอลลาร์ได้ ในขณะเดียวกัน หากราคานั้นกลับตัวขึ้นมา เราอาจจะได้เห็นมันขึ้นไปที่ระดับ 0.4201 ดอลลาร์ได้เช่นกัน

ขอบคุณแหล่งที่มา siamblockchain.com

วอลเลย์สาวไทย พ่าย ตุรกี แต่ทะลุตัดเชือก มองเทรอซ์ มาสเตอร์ 2019

วอลเลย์สาวไทย

วอลเลย์สาวไทย พ่าย ตุรกี แต่ทะลุตัดเชือก มองเทรอซ์ มาสเตอร์ 2019

การแข่งขันวอลเลย์บอล มองเทรอซ์ มาสเตอร์ 2019 ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2562 ทีมสาวไทย ลงสนามพบกับ ตุรกี

โดยผลการแข่งขันเกมนี้ ปรากฏว่าทีมสาวไทย ตกเป็นฝ่ายพ่าย สาวตุรกี ไป

1-3 เซต 25-22, 19-25, 21-25 และ 24-26 ทำให้ทีมชาติไทย จบรอบแรก ด้วยการมี 6 คะแนน จากการชนะ 2 นัด และ แพ้ 1 นัด

วอลเลย์สาวไทย พ่าย ตุรกี แต่ทะลุตัดเชือก มองเทรอซ์ มาสเตอร์ 2019

 

ซึ่งทำให้ในกลุ่มบี ทีมไทย มีคะแนนเท่ากับ อิตาลี และ ตุรกี แต่ทีมสาวไทย ได้ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ในฐานะทีมอันดับ 2 ของกลุ่ม เนื่องจากค่าอัตราส่วนคะแนน (เรโชคะแนน) ที่ดีกว่า ตุรกี (ไทย 1.050, ตุรกี 1.025) ขณะที่ทีมชาติ อิตาลี ผ่านเข้ารอบในฐานะทีมอันดับ 1 (1.067)

ทั้งนี้ในรอบรองชนะเลิศ ทีมชาติไทย จะลงสนามพบกับ โปแลนด์ ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2562 เวลา 23.45 น. ถ่ายทอดสดทาง : True4U, True Sport HD3 และอีกคู่ อิตาลี จะพบกับ ญี่ปุ่น ในเวลา 02.00 น.

ขอบคุณแหล่งที่มา www.sanook.com

เว็บเทรดHuobi เปิดตัว OTC Desk สำหรับนักลงทุนสถาบัน

เว็บเทรดHuobi

เว็บเทรดHuobi เปิดตัว OTC Desk สำหรับนักลงทุนสถาบัน

วันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา บน Blog Post ของ เว็บเทรดคริปโต ยักษ์ใหญ่ของโลก ได้เปิดให้บริการเทรดแบบ over-the-counter (OTC) สำหรับนักลงทุนสถาบัน

เปิดเทรด OTC
Huobi OTC Desk นั้นได้รับการควบคุมโดยคณะกรรมการบริการด้านการเงินของยิบรอลตาร์ (FSC) และเปิดใช้คู่การซื้อขายที่สำคัญระหว่าง fiat-to-crypto และ crypto-to-crypto อีกด้วย

มันจะแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ OTC ของ Huobi ที่มีอยู่เดิม OTC Trading Desk ใหม่นี้ จะช่วยให้กระบวนการซื้อขาย OTC หลักภายใต้เทคโนโลยี Huobi ซึ่งเป็นการควบคุมโดย Huobi

นาย Jeff Adams ผู้จัดการฝ่ายขายอาวุโสของ Huobi Global กล่าวว่าการเปิดตัว Huobi OTC Desk นั้นได้รับแรงหนุนจากความต้องการของนักลงทุนในการทำธุรกรรมปริมาณมาก

ในงาน Meetup ของ Huobi ที่นิวยอร์คนาย Adams ยังเน้นย้ำความสนใจของเทรดเดอร์แบบดั้งเดิมที่ “ยังคงรู้สึกอึดอัดที่จะกระโดดเข้าไปในสภาพแวดล้อมการซื้อขายที่ไร้ระเบียบ” อยู่

จากการประกาศของ Huobi ตัว OTC Desk รองรับ cryptocurrency ที่สำคัญเช่น bitcoin (BTC) และ ether (ETH) เช่นเดียวกับสกุลเงินรวมถึงดอลลาร์สหรัฐ (USD) ยูโร (EUR) และปอนด์สเตอร์ลิงอังกฤษ (GBP) อีกด้วย

การเปิดตัว OTC Desk ที่ควบคุมโดย Huobi นั้นเป็นไปตามการได้รับใบอนุญาต Distributed Technology (DLT) จาก Gibraltar FSC เพื่อทำให้เกิดการดึงดูดนักลงทุนได้

เมื่อต้นปีนี้ Huobi รายงานว่า P2P OTC desk ได้กลายเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์ม OTC ที่มีการซื้อขายมากที่สุดทั่วโลก ธุรกรรม OTC มีอยู่ในรูปแบบของ bitcoin, ether, eos (EOS), Tether USD (USDT), Huobi Token (HT), และ Ripple ( XRP)

ขอบคุณแหล่งที่มา siamblockchain.com

ซื้อขายBitcoin สัญชาตินิวซีแลนด์ Cryptopia ประกาศเตรียมยื่นล้มละลาย หลังถูก

ซื้อขายBitcoin สัญชาตินิวซีแลนด์ Cryptopia ประกาศเตรียมยื่นล้มละลาย หลังถูก

Cryptopia เว็บกระดานซื้อขายชื่อดังจากประเทศนิวซีแลนด์ได้ออกมาประกาศหยุดให้บริการเทรดแล้ว และจะยื่นล้มละลายเร็ว ๆ นี้หลังจากที่เคยถูกแฮ็ค

เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เว็บเทรดดังกล่าวได้เกิดเหตุการณ์ถูกโจมตีทางไซเบอร์โดยกลุ่มนักแฮ็คไม่ประสงค์ออกนาม ส่งผลทำให้ถูกขโมยเหรียญคริปโตมูลค่ากว่าหลายล้านดอลลาร์ แม้ว่าจะเสียหายอย่างย่อยยับ แต่ทางทีมงานก็เชื่อว่าพวกเขายังสามารถเปิดให้บริการต่อได้อย่างมีกำไร

โดยก่อนที่พวกเขาจะทำการประกาศดังกล่าวนั้น เว็บเทรด Cryptopia เกิดการดาวน์ ทำให้ผู้ใช้งานไม่สามารถเข้าไปใช้บริการได้เป็นเวลาหลายชั่วโมง จตนทำให้ต้องมีการประกาศว่า “อย่าตกใจ! พวกเรากำลังปิดปรับปรุงเว็บไซต์ชั่วคราว ขอขอบคุณทุกท่านที่เสียสละเวลาเพื่อรอ และทางเราขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้ด้วย”

นาย David Ruscoe และนาย Russell Moore จาก บริษัท Grant Thornton New Zealand ได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการการล้มละลาย และในขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงจัดการขายสินทรัพย์ให้กับผู้ถือหุ้นอยู่

นอกจากนี้ประกาศยังเผยว่าทางผู้ใช้บริการและทางซัพพลายเออร์จะได้รับการติดต่อกลับไปในอีกสองถึงสามวัน แต่ ก็ยังต้องใช้เวลาอีกนานถึงจะสามารถจัดการสิ่งต่าง ๆ ให้ลงตัวได้

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2019 ทางสยามบล็อกเชนได้รายงานไปแล้วว่าทางเว็บไซต์ Cryptopia นั้นได้ถูกแฮ็ค และสูญเงินของลูกค้านักลงทุนไปกว่า 3.5 ล้านดอลลาร์ จนทำให้ต้องถูกทางตำรวจเข้าสอบสวน และก็ถูกปิดไประยะหนึ่ง

แต่ก็กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ก็อยู่ในแค่หมวด Read-onlyเท่านั้น

ขอบคุณแหล่งที่มา siamblockchain.com

Bitcoinพุ่งสูงกว่า100% ในปี 2019 และ ETH กับ XRP จะตามมาหรือไม่

Bitcoinพุ่งสูงกว่า100%

Bitcoinพุ่งสูงกว่า100% ในปี 2019 และ ETH กับ XRP จะตามมาหรือไม่

ราคา Bitcoin เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาโดยไปชนแนวต้นที่ 7,000 ดลลาร์และล่าสุดก็ไม่แตะที่ 8,000 ดอลลาร์ด้วย ราคา Bitcoin เพิ่มขึ้นมากกว่า 12 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยราคาวนเวียนอยู่ที่ 7,777 ดอลลาร์ ทำให้ราคา Bitcoin เพิ่มขึ้น 104 เปอร์เซนต์หลังจากปี 2019

เมื่อดูจากกราฟราคาข้างต้นเราจะเห็นว่า Bitcoin เริ่มต้นปีที่ระดับต่ำสุดประมาณ 3,848 ดอลลาร์ แต่หลังจากนั้นราคาก็ไต่ขึ้นมาได้ 100 เปอร์เซ็นต์ถึง 8,000 ดอลลาร์ เราจะเห็นได้ว่าแรงผลักดันที่แท้จริงเริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นเดือนเมษายน 2019 เมื่อราคาขึ้นสูงกว่า 4,000 ดอลลาร์และสูงกว่า 5,000 ดอลลาร์ในช่วงสั้น ๆ

ตอนนี้ราคา Bitcoin เพิ่มขึ้นมากกว่า 112 เปอร์เซ็นต์ตลอด 90 วันที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม Ethereum และ Ripple ก็ไม่ได้ขึ้นตาม Bitcoin เท่าไรนัก ในช่วง 7 วันที่ผ่านมาราคา Bitcoin เพิ่มขึ้ 35 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ Ethereum เพิ่มขึ้น 16 เปอร์เซ็นต์ และ Ripple เพิ่มขึ้นเพียง 8.16 เปอร์เซ็นต์

เมื่อขยายกรอบเวลาไปจนถึง 90 วัน เราจะเห็นได้ว่า Ethereum สามารถทำราคาเพิ่มสูงกว่า 67 เปอร์เซ็นต์ แต่ Ripple ขึ้นเพียงเล็กน้อยเพียง 6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นในช่วงเวลาเดียวกัน

แต่เหตุผลที่ราคา Ripple และ Ethereum ไม่ขึ้นนั้นเพราะว่าจริงแล้วราคาของเหรียญทั้งสองนั้นตกลงเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับ Bitcoin

กราฟด้านล่างแสดงให้เห็นถึง Ethereum นั้นลสร้ายเพียงใดเมื่อเทียบกับ Bitcoin

เราจะเห็นได้ว่าราคา Ethereum นั้นเมื่อเทียบกับ BTC อยู่ที่ 0.04 BTC ต่อ ETH อย่างไรก็ตามเป็นปีที่ก้าวหน้า Ethereum ยังคงลดลงต่อไปเมื่อเทียบกับ Bitcoin โดยปัจจุบันราคาของมันเมื่อเทียบกับ BTC นั้นอยู่ที่ 0.0250 BTC และหวังว่าจะมากขึ้นไปกว่านี้

สรุป
ทั้ง Ethereum และ Ripple ได้ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับ Bitcoin นี่คือเหตุผลหลักว่าทำไมราคาไม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับ Bitcoin นั่นเอง

ขอบคุณแหล่งที่มา siamblockchain.com

นักลงทุนBitcoin อเมริกันถึงอยากถอนสัญชาติของพวกเขา

นักลงทุนBitcoin

นักลงทุนBitcoin อเมริกันถึงอยากถอนสัญชาติของพวกเขา

นาย Andrew Henderson ผู้ก่อตั้ง บริษัท Nomad Capitalist ซึ่งเป็น บริษัทที่ช่วยเหลือผู้คนจากทั่วโลกให้ย้ายไปยังประเทศต่างๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาบริษัทของเขาได้สร้างแผนสำหรับผู้คนหลาย ๆ คนโดยเฉพาะนักลงทุนในคริปโตเคอเรนซี่และ Bitcoin รวมถึวเจ้าของธุรกิจและผู้กี่ยวข้องในคริปทั้งหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งการย้ายออกจากประเทศสหรัฐอเมริกาว่าทำไมหลายคนถึงอยากย้ายออกกันและมีขั้นตอนอย่างไร

การเป็นพลเมืองสหรัฐนั้นมีราคาแพง
สิ่งที่เป็นเรื่องที่คนอเมริกันมีไม่เหมือนใครเลยนั้นก็คือการเก็บภาษีที่ไม่ว่าพวกเขาจะไปอยู่ที่ไหนในโลกพวกเขาก็ยังจำเป็นที่จะต้องจ่ายภาษีให้กับประเทศสหรัฐอยู่ดีซึ่งรวมถึงกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับ Cryptocurrency ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งตรงกันข้ามกับประเทศส่วนใหญ่ที่การจ่ายภาษีนั้นจะขึ้นอยู่กับที่อยู่อาศัย

การปฏิรูปภาษีของทรัมป์ทำให้การเก็บภาษี cryptocurrencies แย่ลงตามข้อมูลของนาย Andrew Henderson ดังนั้นหากคุณเป็นชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศและมีรายได้จาก Cryptocurrency ยังไงคุณก็ต้องจ่ายภาษีให้กับประเทศอยู่ดี นักลงทุนBitcoin

“โดยทั่วไปคุณไม่มีทางหนีภาษีได้เลยแม้ว่าคุณจะอยู่ในวงการคริปโต และอาศัยอยู่นอกประเทศสหรัฐอเมริกา 365 วันก็ต่อไปก็ตาม ซึ่งอาจจะยังต้องจ่ายภาษีจำนวนมากให้กับการเทรดคริปโตของคุณอีกด้วย”

Andrew Henderson ยังได้บอกอีกด้วยว่าเห็นได้ชัดว่าบางคนพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการรายงายผลกำไรหรือรายได้จาก Cryptocurrency ของพวกเขาให้กับทางรัฐบาลและการหลีกเลี่ยงเหล่านี้เองที่จะทำให้ในอนาคตพวกเขาจะมีปัญหาทางกฏหมายได้ นักลงทุนBitcoin

By Tanatorn Vaskulพ.ค. 12, 2019
สาเหตุที่นักลงทุน Bitcoin อเมริกันถึงอยากถอนสัญชาติของพวกเขา บทความ893 จำนวนคนดูทั้งหมด
โหมดกลางคืน นักลงทุนBitcoin

นาย Andrew Henderson ผู้ก่อตั้งบริษัท Nomad Capitalist ซึ่งเป็น บริษัทที่ช่วยเหลือผู้คนจากทั่วโลกให้ย้ายไปยังประเทศต่างๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาบริษัทของเขาได้สร้างแผนสำหรับผู้คนหลาย ๆ คนโดยเฉพาะนักลงทุนในคริปโตเคอเรนซี่และ Bitcoin รวมถึวเจ้าของธุรกิจและผู้กี่ยวข้องในคริปทั้งหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งการย้ายออกจากประเทศสหรัฐอเมริกาว่าทำไมหลายคนถึงอยากย้ายออกกันและมีขั้นตอนอย่างไร

การเป็นพลเมืองสหรัฐนั้นมีราคาแพง
สิ่งที่เป็นเรื่องที่คนอเมริกันมีไม่เหมือนใครเลยนั้นก็คือการเก็บภาษีที่ไม่ว่าพวกเขาจะไปอยู่ที่ไหนในโลกพวกเขาก็ยังจำเป็นที่จะต้องจ่ายภาษีให้กับประเทศสหรัฐอยู่ดีซึ่งรวมถึงกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับ Cryptocurrency ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งตรงกันข้ามกับประเทศส่วนใหญ่ที่การจ่ายภาษีนั้นจะขึ้นอยู่กับที่อยู่อาศัย

การปฏิรูปภาษีของทรัมป์ทำให้การเก็บภาษี cryptocurrencies แย่ลงตามข้อมูลของนาย Andrew Henderson ดังนั้นหากคุณเป็นชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศและมีรายได้จาก Cryptocurrency ยังไงคุณก็ต้องจ่ายภาษีให้กับประเทศอยู่ดี

“โดยทั่วไปคุณไม่มีทางหนีภาษีได้เลยแม้ว่าคุณจะอยู่ในวงการคริปโต และอาศัยอยู่นอกประเทศสหรัฐอเมริกา 365 วันก็ต่อไปก็ตาม ซึ่งอาจจะยังต้องจ่ายภาษีจำนวนมากให้กับการเทรดคริปโตของคุณอีกด้วย”

ขอบคุณแหล่งที่มา siamblockchain.com

คริปโตLibra วุฒิสมาชิกสหรัฐเรียกร้อง Facebook เผยข้อมูล

คริปโตLibra

คริปโตLibra วุฒิสมาชิกสหรัฐเรียกร้อง Facebook เผยข้อมูล

คณะกรรมาธิการวุฒิสภาของสหรัฐอเมริกาออกมาแสดงความกังวลใจอย่างชัดเจนเกี่ยวกับโครงการด้าน cryptocurrency ใหม่ของ Facebook และวิธีการที่พวกเขาจะจัดการกับข้อมูลทางการเงินของผู้ใช้งานผ่านเหรียญดังกล่าว

คณะกรรมการธนาคารได้เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Facebook อย่างนาย Mark Zuckerberg เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาโดยขอให้เขาแบ่งปันรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการเหรียญคริปโตลับของ Facebook โดยเฉพาะด้านความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภค

“ ปีที่แล้ว Facebook ได้ขอให้ธนาคารในสหรัฐฯแบ่งปันข้อมูลทางการเงินโดยละเอียดเกี่ยวกับผู้บริโภค”

“ นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านความเป็นส่วนตัวได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติในการเก็บรวบรวมข้อมูลของ Facebook และข้อมูลใดก็ตามที่รวบรวมโดย Facebook จะถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ถูกต้องตามพระราชบัญญัติการรายงานสินเชื่อที่เป็นธรรม”

ในแง่ของความกังวลใจเหล่านี้ของคณะกรรมการ พวกเขาต้องการให้ นาย Mark Zuckerberg อธิบายถึงวิธีการที่ cryptocurrency ของ Facebook ที่อยู่ภายใต้โครงการที่ชื่อว่า “Project Libra” สามารทำงานได้จริง ซึ่ง Facebook ต้องตอบโจทย์ผู้บริโภค และต้องทำให้พวกเขาได้รับการปกป้อง

ทางคณะกรรมการได้ขอให้ Facebook แบ่งปันข้อมูลทางการเงินของผู้บริโภคที่ทางธนาคารและสถาบันการเงินเคยเผยแพร่ไปแล้ว ซึ่งประกอบไปด้วยข้อมูลที่ทาง Facebook เก็บ (รวมถึงข้อมูลที่แบ่งปันหรือขายให้กับบุคคลที่สามต่าง ๆ ) เช่นการจัดอันดับเครดิตของผู้ใช้งาน และข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ๆ

สำหรับ Project Libra นั้นไม่ค่อยมีใครรู้ข้อมูลมากนัก เพราะทาง Facebook ได้เริ่มสร้างทีมวิจัย Blockchain อย่างเงียบ ๆ เมื่อปีที่แลวโดยมีรองประธานบริษัทและ David Marcus อดีตสมาชิกคณะกรรมการเว็บเทรดชื่อดัง Coinbase ที่ดูแลอยู่

ตอนนี้ทางบริษัท Facebook ได้มีการโพสต์ตำแหน่งงานสำหรับทีมนี้เป็นจำนวนมาและต้องการคนมาเข้าร่วมทีมที่หลายหลายอย่างเช่น นักเศรษฐศาสตร์ crypto ที่ตอนนี้ได้นาย Christian Catalini นักวิจัยจาก MIT ได้เข้าร่วมโครงการแล้วเช่นกัน

นอกจากนี่ยังมีรายงานอีกว่า บริษัท Facebook กำลังเตรียมหาเงินระดมทุนกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สำหรับโครงการ เพื่อใช้เป็นหลักประกันในการสนับสนุน Stablecoin พวกเขา

ขอบคุณแหล่งที่มา siamblockchain.com

Private Key ต่าง ๆ เป็นสิ่งจำเป็นหรือไม่ แล้วควรทำอย่างไร

Private Key

Private Key ต่าง ๆ เป็นสิ่งจำเป็นหรือไม่ แล้วควรทำอย่างไร

ในการเล่นคริปโตหรือเข้ามาลงทุนในคริปโตนั้น สิ่งที่ควรคำนึงถึงก็คือการจัดการ Password ของแต่ละอย่างให้ดี เพราะว่าถ้าเราลืมอะไรไป แน่นอนว่าสินทรัพย์ที่เราสะสมมานั้นก็จะหายไปตลอดกาล

เมื่อก่อนถ้าเราจำได้นั้น การจำตัวเลขของเรานั้นไม่น่ายากเท่าที่ควรเช่น เมื่อก่อนเราอาจจะจำตัวเลขบัตรประชาชนไว้สมัครเล่นเกมออนไลน์ และอาจจะไม่ใช่แค่ของเราด้วยซ้ำ อาจมีของคนอื่นด้วย เพื่อเอามาสมัครในหลาย ๆ ไอดี

นอกจากเลขบัตรประชาชนนั้น สมัยก่อนเราสามารถจำหมายเลขโทรศัพท์มือถือของคนนั้น คนนี้ หรือคนในครอบครัวได้ เพราะว่าเทคโนโลยีไม่ได้มีการสนับสนุนที่จะช่วยเราจำได้นั่นเอง

เมื่ออินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในชีวิตเรามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรหัสผ่านสำหรับ Login เข้า Social Media ต่าง ๆ หรือบริการ เกม Console ที่ใช้บริการแม้แต่รหัสผ่านเข้าเว็บ Shopping Online ต่าง ๆ ก็เริ่มเยอะขึ้นเรื่อย ๆ

แม้แต่ด้านการเงินการธนาคาร ในแต่ละธนาคารก็ต้องมีรหัสแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น Mobile Banking หรือ แอปฯ ด้านการจัดการเงินทุน การลงทุนต่าง ๆ รวมไปถึงการลงทุนในคริปโต ก็ต้องมี Password ไว้ Login ไท่ว่าจะเป็นเว็บเทรด, Wallet เก็บคริปโต และอื่น ๆ อีกมากมาย

รหัสผ่านพวกนี้ไม่ควรที่จะเหมือนกัน เพราะถ้าเกิดว่ามีคนรับรู้รหัสของเราได้แล้วละก็ แน่นอนว่าแฮ็กเกอร์ก็ สามารถที่จะแอบเข้ามาดูสถานะทางการเงินการลงทุนของเราได้ไม่ว่าจะเป็นด้าน Mobile Banking หรือด้านคริปโตก็ตาม

มีรายงานว่ามีการละเมิดบัญชี Yahoo จำนวน 3 พันล้านบัญชีในปี 2013 และทำให้ไม่สามารถเข้าถึงรหัสผ่าน การรักษาความปลอดภัย หรือ Phrase Security ใด ๆ ได้

เชื่อหรือไม่ว่าบริการต่าง ๆ ที่เราใช้งานเช่น Adobe, eBay, Sony หรืออื่น ๆ อีกมากมายนั้น อาจโดนแฮ็กเกอร์เอาข้อมูลไปแล้วก็เป็นได้ และข้อมูลของใครหลาย ๆ คนอาจอยู่ในกำมือของเหล่า แฮ็กเกอร์ แล้ว

ดังนั้น Blockchain และ Crypto นั้นจะทำให้ชีวิตของเราง่ายขึ้นหรือยากขึ้นกันนะ เพราะด้วย Keys หรือ Seed หรือ Password ต่าง ๆ มันช่างมีความซับซ้อน

ปริศนาคริปโต

Private Key

เมื่อเวลาพวกเราสมัครบัญชีเว็บ เทรดคริปโต หรือซื้อโทเคนใหม่ ๆ เราก็ต้องสร้าง Password ขึ้นมา ซึ่งในความเป็นจริงนั้นการจัดการรหัสผ่านเป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องมี โดยเราอาจใช้โปรแกรมแบบ Third Party ก็ได้เพื่อเป็นการช่วยจำเราในบางครั้ง แต่ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่น่าไว้ใจและมี 2FA ไว้ตอน Login

แต่ถึงแม้ว่าเราจะใช้โปรแกรมพวก Third Party มาจัดการนั้นมันก็ยังไม่ดีพอสักเท่าไร ต่างคนก็รู้ว่า Cold Wallet คือสิ่งที่ปลอดภัยสำหรับการจัดเก็บ Keys แต่มันจริงหรือเปล่า?

เพราะรายงานก่อนหน้านี้ที่ CEO ของเว็บเทรด QuadrigaCX นาย Gerry Cotten ตายอย่างกระทันหัน และ Keys ของเขาก็ตายไปพร้อมกับเขาไปด้วยนั่นแหละ ข้อผิดพลาดทางเทคโนโลยีก็คือมนุษย์นั่นเอง

ในปี 2017 อ้างอิงจาก Chainalysis มีรายงานว่า มีการทำ Bitcoin หายมากกว่าสามถึงสี่ล้าน BTC และในตอนนั้นคิด

ขอบคุณแหล่งที่มา siamblockchain.com