บิทคอยน์อัพเดทข่าวสารทุกวันไม่ให้คุณพลาดข่าวบิทคอยน์

เหรียญ JPM Coin ของ JPMorgan นวัตกรรมใหม่ หรือเป็นการตลาดเพื่อทำกำไร

เหรียญ JPM Coin ของ JPMorgan ความเห็นจากนาย Ben Jessel หัวหน้าแผนก Blockchain ของบริษัท Kadena

เหรียญ JPM Coin ของ JPMorgan บริษัททางด้าน Blockchain ที่จัดการเกี่ยวกับโซลูชั่น Blockchain ของสาธารณะและเอกชนเผยว่า:

โลกของ Blockchain และธนาคารเริ่มจะมาบรรจบกันเมื่อ JP Morgan ประกาศสร้างเหรียญ stablecoin ของตนเองซึ่งการเคลื่อนไหวในครั้งนี้เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีให้เห็นอยู่บ่อยนักซึ่งก็ทำให้ทั้งสังคมของการธนาคารและสังคมคริปโตต่างตื่นเต้นกับการเคลื่อนไหวนี้รวมถึงชุมชนของคริปโตเคอร์เรนซีด้วยเช่นกัน แต่มันเป็นสิ่งที่ควรจะตื่นเต้นหรือไม่?

ประเด็นคือพัฒนาการของ Blockchain อาจจะไม่ได้ปรากฏให้เห็นเด่นชัดมากนักจนกระทั่งเกิดประกาศจากทาง JP Morgan ที่มีการนำเทคโนโลยี Blockchain เข้ามาเกี่ยวข้อง สังคมต่างก็รอฟังข่าวด้วยความตื่นเต้น

ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีผู้จัดการด้านนวัตกรรม Blockchain ของธนาคารเพื่อการลงทุน Wall Street สอบถามไปยัง JP Morgan เกี่ยวกับ stablecoin ที่จะเปิดตัวออกมารวมถึงสอบถามว่าพวกเขาควรที่จะตอบสนองต่อเรื่องนี้อย่างไร

ธนาคารเป็นจุดเริ่มต้นของ Blockchain และหลังจากนั้นหลายปี Blockchain ก็ถูกนำไปใช้เพิ่มมากขึ้น สถาบันหลายแห่งเริ่มที่จะทำการสำรวจเทคโนโลยีนี้มากขึ้น ในขณะที่สถาบันอีกหลายแห่งก็ตั้งใจที่จะเป็นสถาบันแห่งแรกที่มีการนำเทคโนโลยีใหม่นี้มาใช้โดยมิได้ทำการศึกษาอย่างเพียงพอจนได้บทเรียนราคาแพง จากนั้นเมื่อ Blockchain มีการใช้งานแพร่หลายมากขึ้น เห็นได้จากการที่ JP Morgan ประกาศเปิดตัวเหรียญของตนเอง บรรดาสถาบันที่ทำการสังเกตการณ์อยู่ห่าง ๆ ต่างก็ชั่งใจว่าตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมแล้วหรือยังที่จะเริ่มเข้ามาสู่โลกของ Blockchain อย่างจริงจังและกลายเป็นสถาบันแห่งแรกที่ตามทันเทคโนโลยีใหม่นี้

การประกาศเปิดตัวเหรียญ JPM Coin เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากเพราะมันเป็นสัญญาณว่าองค์กรใหญ่ของ Wall Street ที่มีซีอีโอที่ค่อนข้างจะตั้งแง่สงสัยกับคริปโตเคอร์เรนซีเริ่มที่จะทำลายเส้นกั้นระหว่างสถาบันธนาคารกับโลกของคริปโตเคอร์เรนซี

แต่ความจริงมันมีอะไรมากกว่านั้น สิ่งที่ JP Morgan ทำอาจจะตีความได้ว่าเป็นการตลาดมากกว่าการยอมรับเทคโนโลยี ด้วยเหตุนี้เราจึงจำเป็นที่จะต้องเข้าใจจุดประสงค์ของการเป็นเหรียญ stablecoin เสียก่อน

เหรียญ JPM Coin ของ JPMorgan

JPM Coin ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร?
เหรียญ stablecoin ของ JP Morgan ถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหา 2 ประการของตลาดการเงิน กล่าวคือประเด็นเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูงและกระบวนการชำระหนี้ที่มีไม่เพียงพอรวมถึงความไม่เสถียรด้านราคาของคริปโตเคอร์เรนซี

การชำระเงินคือกระบวนการจ่ายเงินผ่านทางเครดิตและเดบิตจากบัญชีธนาคารของผู้ถือเป็นการทำธุรกรรมระหว่างสถาบันการเงินเพื่อทำการโอนหลักทรัพย์ เช่น หุ้น ตราสารหนี้หรือตราสารอนุพันธ์ นอกจากนี้ยังมีรายงานเผยว่าการชำระหนี้กว่า 1.6 พันล้านล้านเหรียญสหรัฐโดย DTCC เกิดขึ้นภายใน 1 ปี จึงกล่าวได้ว่าการชำระหนี้เป็นลักษณะสำคัญของตลาดการเงินและการชำระเงินทางธนาคารในวันนี้กลายเป็นธุรกิจที่ราคาแพงมากด้วยเหตุผลหลายประการด้วยกัน

เหตุผลประการหนึ่งคือการชำระเงินใช้เวลาค่อนข้างนาน ไม่ค่อยจะมีการชำระเงินแบบทันทีให้เราเห็นเท่าไรซึ่งก็มีเงินหลายกองด้วยกันที่ควรที่จะชำระเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาหนึ่งแต่กลับไม่สามารถชำระเงินให้เสร็จสิ้นได้ต้องรอจนถึงสิ้นวันนั้นหรือในบางกรณีอาจจะต้องรอเป็นวันเลยก็ได้ เงินหลายพันล้านดอลลาร์ไม่สามารถถูกจัดการอย่างเป็นระบบทำให้เราติดกับดักในเรื่องของสภาพคล่องและค่าใช้จ่ายที่แพงมากอย่างไม่สมเหตุสมผล เช่น กรณีของเงินกู้ร่วมใช้เวลามากกว่า 7 วันในการจ่ายเงิน การชำระเงินจึงกลายมาเป็นข้อท้ายทายอีกประการหนึ่งสำหรับธนาคารข้ามชาติที่มีการปฏิบัติงานซับซ้อน

ธนาคารข้ามชาติใหญ่ ๆ อาจจะเป็นทั้งเจ้าหนี้ของคู่สัญญาในประเทศหนึ่งและลูกหนี้ในหนี้จำนวนเดียวกันนี้กับคู่สัญญาอีกประเทศหนึ่งในเวลาเดียวกันเพราะการทำงานของธนาคารค่อนข้างจะกว้างและซับซ้อนเนื่องจากธนาคารอาจจะไม่สามารถโอนเงินได้แบบเต็มจำนวนทันทีหลังจากหักภาษีต่าง ๆ แล้วธนาคารจึงจำเป็นต้องหาหลักประกันเพื่อชำระหนี้

นอกจากนี้การรักษาสภาพคล่องข้ามประเทศหลาย ๆ ประเทศเพื่อคาดคะเนความต้องการในการชำระเงิน (หรือ“float”) อาจมีภาระค่าใช้จ่ายสูงเนื่องจากจะต้องสำรองเงินในส่วนนี้

เปรียบเทียบเหรียญดิจิตอลกับชิปในคาสิโน
Blockchain จะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายและเวลาสำหรับการชำระเงินลง ทำให้สถาบันการเงินต่าง ๆ สามารถที่จะทำธุรกรรมได้ทันทีไม่จำเป็นต้องรอจนหมดวัน (หรืออาจจะมากกว่านั้นหากเป็นหุ้นของบริษัท) โดยการใช้เงินดิจิตอลโอนระหว่างกันแทนการใช้เครดิตหรือเดบิต

เงินดิจิตอลนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “เหรียญเพื่อการชำระหนี้” ลองนึกภาพตามว่ามันเป็นเหรียญที่คล้าย ๆ กับเหรียญที่ใช้ในการพนันที่คาสิโนใน Las Vegas

ในคาสิโนจะมีข้อตกลงให้คนที่เข้ามาเล่นต้องแลกเงินเป็นชิปที่ Bellagio เพื่อนำมาใช้เล่นรูเล็ตที่ Venetian และจากนั้นก็จ่ายเงินที่ MGM Grand ในกรณีของสถาบันการเงินชิปก็คือเงินดิจิตอลในรูปแบบของ “เหรียญเพื่อการชำระหนี้ (Settlemet Coin)”

เงินที่อยู่ในบัญชีจะถูกเก็บไว้ในรูปแบบของเหรียญดิจิตอลโดยการเทรดที่เกิดขึ้นก็คือการเทรดชิปเหล่านี้โดยธนาคารจะสามารถแลกชิปเป็นเงินสดได้

ประโยชน์ที่จะได้รับคือลดความซับซ้อนของการชำระเงินลง ย่นระยะเวลาการชำระเงินและสามารถจัดการกับสภาพคล่องที่เกิดขึ้นภายในแต่ละวันได้ซึ่งหมายความว่าการทำงานจะมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมและมีเงินเพิ่มมากขึ้นด้วย

โปรเจ็คที่ริเริ่มการสร้างเหรียญเพื่อชำระหนี้ก็คือ Utility Settlement Coin ซึ่งเป็นเหรียญที่อิงค่า UBS ซึ่งคาดว่าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายประจำปีของอุตสาหกรรมได้ประมาณ 65-80 ล้านเหรียญสหรัฐ

เงินดิจิตอลจะถูกนำไปใช้มากขึ้นหรือไม่
ความท้าทายอีกประการหนึ่งของเงินดิจิตอลคือเรื่องความผันผวนของราคาซึ่งอัตราการแลกเปลี่ยนเงินดิจิตอลมีความผันผวนสูงมากขึ้นอยู่กับ demand และเหตุการณ์ภายนอก

โดยเฉพาะ Bitcoin จะยิ่งมีความผันผวนสูงมากจากมูลค่าอยู่ที่ $2,000 ก็วิ่งขึ้นมาสู่ระดับราคาที่ $19,000 ก่อนที่จะลดลงต่ำลงมาเหลือเพียง $3,000 ภายในไม่กี่ปีทำให้การถือเหรียญดิจิตอลค่อนข้างจะมีความเสี่ยงสูงมันจึงเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยน่าพึงปรารถนาสำหรับธนาคารสักเท่าไรนัก

เพราะเหตุนี้จึงทำให้เกิดแนวคิดของเหรียญ stablecoin ขึ้นซึ่งเป็นกลไกที่เงินดิจิตอลจะสามารถถูกนำไปผูกติดไว้กับมูลค่าของเงินจริงและสามารถ redeem ได้ด้วยราคาที่คงที่ เช่น US dollar ที่ถูกนำมาผูกติดกับ stablecoin จะทำให้ 1 เหรียญ stablecoin สามารถนำมาแลก US dollar ได้ 1 เหรียญเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตามเหรียญ stablecoin ก็มีปัญหาอยู่เช่นกัน กล่าวคือเหรียญ stablecoin จะถูกนำไปผูกติดกับค่าเงินหนึ่ง ๆ ได้จะต้องปรากฏว่าสกุลเงินนั้นมีทุนสำรองไว้เพียงพอกับเหรียญ stablecoin ในขณะเดียวกันกรณีของ George Soros ที่เคยล้มธนาคารอังกฤษเพราะการที่มีเงินสำรองที่เพียงพอแล้วปั่นค่าเงิน กรณีเช่นนี้ก็เกิดขึ้นได้กับ stablecoin หากทุนสำรองที่มีมันมากพอ ก่อนหน้านี้ Tether ก็มีข่าวฉาวที่ว่าทางบริษัทไม่ได้มีทุนสำรองอย่างที่ได้กล่าวอ้างว่ามีจริง

JPM Coin จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเรื่องใด
เหรียญ stablecoin ของ JP Morgan เป็นเหรียญที่ถูกดีไซน์ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาประเด็นการชำระเงินและความผันผวนของราคาโดยเหรียญ JPM Coin จะสามารถนำไปใช้ชำระเงินได้และสามารถแลกเปลี่ยนมาเป็นเงินจริงได้ด้วยอัตราคงที่

การที่ JP Morgan ได้ออกมาสร้างเหรียญ stablecoin ของตนเองอาจฟังดูเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญ แต่จริง ๆ แล้วเหรียญ stablecoin ของ JP Morgan ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำให้ JP Morgan สามารถจ่ายเงินให้คู่สัญญาเพื่อแลกกับการได้รับใบรับรองดิจิตอล

จริง ๆ แล้วแนวคิดนี้มันเป็นปฏิปักษ์ต่อระบบนิเวศของเงินดิจิตอลที่จะทำให้ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั่วโลก ในทางกลับกันเหรียญของ JP Morgan จะสามารถแลกคืนและมีการออกเหรียญผ่านทางแพลตฟอร์มของ JP Morgan เพียงเท่านั้นซึ่งก็เปรียบเสมือนการที่เราไปเล่นพนันในคาสิโนที่จะทำการซื้อขายผ่านทางชิปในคาสิโนได้เท่านั้นจะนำไปใช้ที่อื่นไม่ได้

เหรียญ stablecoin ของ JP Morgan อาจจะเรียกว่านวัตกรรมด้านเทคโนโลยีได้ไม่เต็มปากเท่าใดนักเพราะว่าหากพิจารณาฟังก์ชั่นการทำงานลึก ๆ แล้วมันเป็นการนำเทคโลยีแบบเก่ามาใช้และดีไซน์ให้ดูเหมือนเป็นเทคโนโลยีใหม่โดยการที่ JP Morgan จะให้เครดิตบัญชีของผู้ใช้เมื่อมีใบรับรองดิจิตอลแนบมาด้วยโดยมีราคาไถ่ถอนเป็นเงินดอลลาร์

กลไกการชำระเงินดิจิตอลของธนาคารนั้นมีอยู่ก่อนหน้านี้แล้วซึ่งก็คือ API (Application Programmable Interface) ซึ่งเป็นการให้บริการผ่านทางออนไลน์ เช่น กระบวนการชำระเงิน เป็นต้น

จากที่กล่าวไปทั้งหมดก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ JP Morgan ได้คิดค้นขึ้นควรที่จะถูกละเลย นวัตกรรมใด ๆ ที่เกิดขึ้นจาก Blockchain เพื่อนำมาพัฒนาการให้บริการทางการเงินแทนที่การดำเนินธุรกิจแบบดั้งเดิมและเทคโนโลยีเก่า ๆ เช่น เครื่องแฟ็กซ์ที่ยังต้องมีในบริษัททุกวันนี้ก็ควรที่จะต้องได้รับความชื่นชม

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com

สาเหตุที่ราคา XRP ไม่เคลื่อนตัวหลังจากเว็บเทรดคริปโต ลิสต์ขึ้นกระดานแล้ว

สาเหตุที่ราคา XRP ความน่าแปลกใจอีกประการหนึ่งของ XRP หรือเหรียญคริปโตของ Ripple นั้นคือประเด็นเรื่องราคาของมัน

สาเหตุที่ราคา XRP โดยปกติแล้วเหรียญคริปโตที่ถูกลิสต์ขึ้นบนเว็บ Coinbase จะมีราคาที่สูงขึ้นกันแทบทุกเหรียญ แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่เป็นเช่นนั้นกับเหรียญ XRP

ความสำเร็จของบริษัท Ripple
เมื่อเร็ว ๆ นี้ทาง Coinbase ได้ลิสต์เหรียญ XRP ขึ้นบนแพลตฟอร์มของบริษัทเป็นที่เรียบร้อย แสดงให้เห็นว่า Ripple ได้ก้าวข้ามผ่านอีกระดับหนึ่งจนกลายมาเป็นมาตรฐานการโอนเงินระหว่างประเทศแล้ว โปรเจ็คของ Ripple ในตอนนี้มีธนาคารกว่า 200 แห่งและผู้ให้บริการชำระเงินได้นำผลิตภัณฑ์ของ Ripple ไปใช้ ทำให้ Ripple กลายเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมคริปโตในแง่ของการนำไปใช้จริง

ในวันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาข่าวลือที่ Coinbase ลิสต์เหรียญ XRP ขึ้นแพลตฟอร์มเผยแพร่ลงโซเชียลเป็นการทั่วไป ราคาของ XRP/BTC ณ จุดสูงสุดอยู่ที่ 0.000087915 กล่าวคือเพิ่มขึ้นกว่า 10% แต่ราคาก็กลับตัวลงอย่างรวดเร็ว

สาเหตุที่ราคา XRP

ประเด็นถกเถียงด้านการใช้งานของเหรียญ XRP
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงเดือนมกราคมปี 2018 นาย Nathaniel Popper นักข่าวด้านเทคโนโลยีได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับการเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนของ Ripple มีส่วนสำคัญที่ส่งผลถึงราคา XRP หรือไม่ และเมื่อเขาได้ถามคนวงในของธนาคารเกี่ยวกับการนำ Ripple มาใช้ คำตอบที่ได้กลับมาคือทางธนาคารยังไม่ได้มีความสนใจในประเด็นนี้เท่าใดนัก

ทางนาย Brad Garlinghouse ก็ได้ออกมาตอบกลับความเห็นของนักข่าวดังกล่าวทางทวิตเตอร์ว่า:

“ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาผมได้เข้าไปพูดคุยกับธนาคารหลายแห่งรวมถึงผู้ให้บริการการชำระเงินหลายรายพวกเขาต่างวางแผนที่จะนำ xRapid (ผลิตภัณฑ์ของ XRP ที่เพิ่มความเร็วมายิ่งขึ้น) มาใช้จริง” พร้อมทั้งแนบความคิดเห็น, feedback ของผู้ที่นำผลิตภัณฑ์ของ XRP ไปใช้งานมาด้วย

ทางด้านนาย Julian Lehman ก็ได้ออกมาโพสต์ทวิตเตอร์ว่าในตอนนี้มีหุ้นส่วนของ Ripple เพียง 8 รายจาก 200 ร้อยรายที่นำ XRP มาใช้เป็นปกติซึ่งก็คือ

ZipRemit
Cuallix
SBI
JNFX
SendFriend
TranspayGo
FCTS
Euro Exim Bank
นอกจากนั้นแล้วก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเข้าเป็นหุ้นส่วนของ Ripple และการนำ XRP ไปใช้งานด้วยเช่นกันผู้ที่สนับสนุน XRP ก็ออกมากล่าวว่าการร่วมเป็นหุ้นส่วนนั้นเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น แต่นักวิจารณ์คนอื่น ๆ ก็เห็นว่า XRP เป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมาอย่างฟุ่มเฟือยและตัดสินมันด้วยความเข้าใจผิด ๆ หนึ่งในนั้นคือผู้ที่เกลียดการนำ XRP มาใช้งาน

Ripple ไม่ใช่ XRP
ทั้งนี้ความพยายามที่มีมาตลอดของทาง Ripple คือการแยกความแตกต่างระหว่าง Ripple กับเหรียญ XRP ให้สาธาณชนทราบผ่านทางทวิตเตอร์ ซึ่งก็มีผู้คนออกมาตั้งคำถามว่าเพราะเหตุใดทาง Ripple จึงต้องพยายามแยกความแตกต่างระหว่างสองสิ่งนี้มากถึงเพียงนั้น บางคนก็เห็นว่ามันเป็นวิธีการที่ Ripple พยายามหลีกเลี่ยงที่จะบอกว่า XRP เป็นหลักทรัพย์

สาเหตุที่ราคา XRP

ทาง CEO ของทาง Coinbase ก็ได้ออกมาโพสต์ทวิตเตอร์เกี่ยวกับประเด็นนี้ด้วยเช่นกัน:

“ทาง Coinbase จะลิสต์สกุลเงินดิจิตอลที่ถูกฎหมายแล้วเท่านั้น”

อย่างไรก็ตามมันก็ดูเหมือนว่า XRP นั้นไม่ใช่โทเค็นเพื่อการลงทุน (Security Token) แต่ทาง SEC ก็ยังไม่ได้ออกกฎมากำกับประเด็นนี้ ดังนั้นเราจึงอาจจะยังไม่เห็นความเคลื่อนไหวทางด้านราคาของ XRP มากเท่าใดนัก

ประเด็นการฟ้องร้องคดีของทาง Ripple
ความคืบหน้าของคดี Ripple ที่ทางบริษัทถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมายของรัฐบัญญัติสหรัฐโดยการที่ไม่ได้มีการจดทะเบียนเหรียญ XRP กับทาง SEC ก่อนที่จะทำการระดมทุนหรือขายให้กับนักลงทุนรายย่อย ซึ่งทาง Ripple ก็ได้กล่าวอ้างว่าตนได้รับความเสียหาย

ประเด็นที่ถกเถียงตอนนี้คือเขตอำนาจของศาลที่จะพิจารณาคดีซึ่งทางนาย Jake Chervinsky นักกฎหมายจากบริษัทกฎหมาย Kobre & Kim LLP ก็ได้ออกมาโพสต์ทวิตเตอร์อัพเดทสถานการณ์ว่า:

Jake Chervinsky
Ripple securities class action update: The Court has denied the plaintiffs’ motions to remand. This means the case stays in federal court, a minor but meaningful victory for Ripple.

The plaintiffs will file an Amended Consolidated Complaint by March 30.http://cloudup.com/cy5DL3u73bS

แปล: ศาลสั่งปฏิเสธการส่งคดีกลับซึ่งหมายความว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจศาลสหรัฐ

การฟ้องร้องคดีเช่นนี้ส่งผลถึงราคาของ XRP และความเชื่อถือจากนักลงทุนด้วยเช่นกันแต่ก็มีผู้คนบางกลุ่มเห็นว่าการฟ้องร้องคดีดังกล่าวไม่ได้ส่งผลอะไรกับราคาของ XRP เพราะทางโจทก์ (ซึ่งในที่นี้ก็คือบริษัท Ripple) ก็ยังมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนหากตนได้รับความเสียหายอยู่ดีถ้าหากโจทก์ชนะคดี

เหรียญของ JP Morgan
ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้วทางซีอีโอของ JP Morgan นาย Jamie Dimon ได้ออกมา discredit ของ Bitcoin ว่ามันเป็นการหลอกลวงเป็นการจุดประกายประเด็นเรื่องความน่าเชื่อถือของคริปโตเคอร์เรนซี หลังจากนั้นทาง JP Morgan ก็ออกมาเคลื่อนไหวอย่างน่าเซอร์ไพรส์เพราะทางบริษัทได้ออกมาประกาศเปิดตัวเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีของตนเองเพื่อแข่งกับเหรียญ XRP ซึ่งเหรียญของ JP Morgan หรือ JPM Coin นี้จะอยู่ในรูปแบบของ stablecoin ที่ยึดติดกับค่าเงิน USD ซึ่งทางบริษัทจะปล่อยตัวตัวทดลองออกมาภายหลังในปีนี้

การประกาศเปิดตัวเหรียญ JPM Coin สร้างความตื่นเต้นไปทั่วสื่อซึ่งก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเหรียญดังกล่าวเกิดขึ้นจากการที่ธนาคารสหรัฐพยายามที่จะสนับสนุนคริปโตเคอร์เรนซีหรือเป็นการกระทำเพื่อตามกระแส ส่วนประเด็นเรื่องความน่าเชื่อถือนั้นคงไม่มีใครจะตั้งคำถามประเด็นนี้กับทาง JP Morgan แน่ ละการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ของทาง JP Morgan ก็อาจจะเป็นภัยคุกคามต่อ Ripple และ XRP จริง

พิจารณาอิทธิพลของ Coinbase
เมื่อช่วงกลางปีที่แล้วผู้ใช้งานของ Coinbase สามารถทำการเทรดได้แต่เพียง Bitcoin, Bitcoin Cash, Ethereum และ Litecoin เท่านั้นซึ่งก็ทำให้แพลตฟอร์มของ Coinbase เป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้นเพราะแพลตฟอร์มให้ความปลอดภัยสูงและมี UI ที่ดีมาก ซึ่งในตอนนี้ Coinbase ก็เพิ่มการซัพพอร์ตคริปโตเคอร์เรนซีเข้ามาอีก 18 สกุลและวางแผนที่จะลิสต์เหรียญเพิ่มเข้ามาอีก

สาเหตุที่ราคา XRP

เหรียญ Litecoin ได้ถูกลิสต์ขึ้น Coinbase ในช่วงเดือนพฤษภาคมปี 2017 ซึ่งก็ทำให้ราคาของมันพุ่งสูงขึ้น 40% และเพิ่มสูงขึ้นกว่า 170% ใน 2 เดือนซึ่งตอนนี้ Litecoin ก็สามารถทำการซื้อขายหรือถือเก็บไว้ในง่ายขึ้น ก็ไม่น่าแปลกใจที่ราคาของมันจะเพิ่มสูงขึ้นขนาดนี้

จากข้อมูลของ Coinmarketcap พิจารณาจากวอลลุ่มการเทรด 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาบริษัท Coinbase อยู่ที่ลำดับ 39 เว็บเทรดที่อยู่ในลำดับเหนือ Coinbase ต่างเปิดตัวออกมาทีหลังจากที่ Coinbase ลิสต์เหรียญ Litecoin ทั้งนั้น เมื่อผู้คนพูดถึง Counbase มักจะพูดถึงสถานการณ์ทางตลาดที่ดูเหมือนจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว ทั้งที่เหรียญ XRP เพิ่งจะถูกลิสต์ขึ้น Coinbase ควรที่จะทำให้ราคาของมันพุ่งสูงขึ้นแต่ด้วยความที่ Coinbase ไม่ได้มีอิทธิพลมากอย่างที่ทางบริษัทเคยมีเลยทำให้การลิสต์เหรียญ XRP ขึ้นบนแพลตฟอร์มนี้ไม่ได้มีผลกระทบอะไรต่อราคาของมันมากเท่าใดนัก

สาเหตุที่ราคา XRP

ราคา XRP/BTC เริ่มพุ่งสูงขึ้น 2 อาทิตย์ก่อนมีการประชุม Swell โดยมีราคาพุ่งสูงขึ้น 0.00011763 แต่เมื่อมีการประชุมเกิดขึ้นกลับไม่ได้ส่งผลต่อราคาของมันมากนักซึ่งก็น่าสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com

คำแนะนำกับกิจกรรม Blockchain และ Cryptocurrency ของคุณที่ SXSW 2019

คำแนะนำกับกิจกรรม Blockchain

คำแนะนำกับกิจกรรม Blockchain ทุกอย่างเริ่มต้นด้วยบทสนทนาสำคัญกับ Cameron และ Tyler Winklevoss ในปี 2559

คำแนะนำกับกิจกรรม Blockchain ผู้จัดงาน South by Southwest (SXSW) กล่าวว่านี่เป็นครั้งแรกที่หมึกพิมพ์ที่ cryptocurrency สามารถมีบทบาทนำในการประชุมนวัตกรรมประจำปีที่เมือง Austin รัฐเท็กซัส

ตอนนี้ในท่ามกลางตลาดหมีที่ยืดเยื้อ 2019 จะเป็นปีแรกของ SXSW ที่จะมีการฉาย blockchain และ cryptocurrencyอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 14-16 มีนาคม

ราศีเมถุนร่วมก่อตั้งกลับในปี 2017 และจะกลับมาอีกครั้งในปีนี้ด้วยการพูดเย็นวันศุกร์ในเซสชั่นที่โดดเด่น (การพูดคุยของ Winklevoss เกิดขึ้นก่อนการติดตาม crypto อย่างเป็นทางการเนื่องจากปัญหาการจัดตารางเวลาตามโฆษกของงานเทศกาล)

SXSW เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเป็นผู้นำของ Zeitgeist นาย Todd Hansen หัวหน้าโปรแกรมการประชุมของ SXSW บอกกับ CoinDesk “ ในที่สุดมันก็เป็นวิธีที่สำคัญจริงๆเพราะทุกคนพูดถึงมัน” เขากล่าวและอธิบายสถานที่สำคัญของเงินดิจิตอลในการประชุมปีนี้

Hansen บอกกับ CoinDesk ว่าการเขียนโปรแกรมบล็อกเชนในงานปี 2018 นั้นได้รับการตอบรับที่ดีจากฝูงชนในเทศกาล แน่นอนว่าเป็นเวลาเพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่ BTC แตะ 20,000 เหรียญและข้อเสนอเหรียญเริ่มต้นได้ถึงระดับไข้

ในจิตวิญญาณที่ บริษัท หนึ่งวิ่งเหตุการณ์ด้านลิ้นในแก้มบน 11 มีนาคม 2018 ที่เรียกว่าเริ่มต้น Taco เสนอขาย สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคย: SXSW มีขนาดใหญ่จนมีระดับของการเขียนโปรแกรมแยกต่างหากในเหตุการณ์นอกวาระที่เกิดขึ้นทั่วเมือง Austin พวกเขามีตั้งแต่บุคคลพิเศษสุดไปจนถึงการประชุมเชิงปฏิบัติการเปิดให้ทั้งหมด

แม้จะมีการปลดพนักงานเมื่อปลายปีที่แล้ว บริษัท crypto ที่มีสถานะที่ใหญ่ที่สุดใน SXSW 2019 ดูเหมือนจะเป็น ConsenSys ที่ตั้งอยู่ในเมืองบรูคลิน สตูดิโอร่วมลงทุนที่มุ่งเน้น ethereum ทำให้การโจมตีเป็นครั้งแรกที่ออสตินในฐานะ บริษัท ในปี 2018

“ เมื่อเราเห็นโจ Lubin และลอร่าชินเติมหอประชุม 2,000 คนเหมือนกับ Elon Musk ในอีกไม่กี่วันต่อมามันเป็นสัญญาณว่า blockchain และ Ethereum กำลังก้าวข้ามวงการเทคโนโลยีและการเงิน” โฆษกของ ConsenSys บอกกับ CoinDesk ทางอีเมล

คำแนะนำกับกิจกรรม Blockchain

SXSW เห็นสัญญาณด้วย

ในปีนี้การติดตามของ blockchain เริ่มต้นเมื่อการเขียนโปรแกรมส่วนที่เหลือของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีลดลง ผู้จัดงานหวังว่าการเปิดใช้งานการเขียนโปรแกรม blockchain พร้อมกันกับการเริ่มต้นของเหตุการณ์ดนตรีมันสามารถนำมืออาชีพมาสู่ออสตินซึ่งเป็นคลื่นลูกที่สองในการขยายการประชุมสุดยอดด้านนวัตกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ

เซสชันยอดนิยม
ด้วย SXSW ดำเนินการจู่โจมอย่างเป็นทางการครั้งแรกในการเข้ารหัสลับ CoinDesk ต้องการทำเครื่องหมายไฮไลท์บางอย่าง

ผู้ที่มาเป็นส่วนใหญ่สำหรับการประชุมเทคโนโลยี แต่ต้องการตะลุยบล็อกเชนสามารถหยุดได้ที่ บ้านบล็อกเชน ConsenSysซึ่งจะเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 10-14 มีนาคม สำหรับการแนะนำเพิ่มเติมในหัวข้อ ConsenSys จะแสดงสารคดีสั้นคืนวันจันทร์เกี่ยวกับการใช้ ethereum เพื่อทำความสะอาดถังขยะออกจากอ่าวมะนิลา

ผู้เข้าร่วมประชุมยังสามารถเจาะลึกและสัมผัสกับ blockchain ในฐานะเกมเสริม PricewaterhouseCoopers กำลังเรียกใช้การสาธิตสามชั่วโมงที่จะให้ผู้เข้าร่วมเล่นเป็นโหนดบนบัญชีแยกประเภท น่าเศร้าที่มันมีค่าสูงสุดสำหรับ RSVP แล้ว

ในฐานะที่เป็นเทศกาลเทคโนโลยีสำคัญผู้เข้าพักที่ SXSW ใส่ใจเกี่ยวกับ UX เพิ่มความสามารถในการใช้งานของ crypto จนถึงระดับที่น่าดึงดูดใจสำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีเป็นธีมที่เกิดขึ้นซ้ำในพื้นที่ มีสองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการออกแบบที่มีชื่อเสียง: บริษัท ที่ปรึกษา IDEO จะดำเนินการประชุมเชิงปฏิบัติการในวันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคมและ ConsenSys จะจัดประชุมเชิงปฏิบัติการการออกแบบในวันพุธที่ 13 มีนาคมที่มี uPort และ Coinbase

Joseph Lubin ผู้ก่อตั้ง ConsenSys จะปรากฏตัวในเซสชั่นปราศรัย อีกครั้งในปีนี้เวลานี้ในการสนทนากับ Manoush Zomorodi จาก ZigZag บริษัท ที่ได้รับการสนับสนุนทางแพ่ง

Ripple ซึ่งเป็น บริษัท ยักษ์ใหญ่อีกรายหนึ่งจะได้รับการจัดแสดงในเซสชั่นปราศรัยด้วย CTO David Schwartz จะนำเสนอ“ Blockchain Beyond the Hype: The Ripple Effect”

จิมมี่ซองออฟบล็อกเชนแคปิตอลกำลังจะเข้าคริสโตเฟอร์เฟอร์ริสของไอบีเอ็มเพื่อถกเถียงกันเรื่องบล็อกเกอร์ที่ได้รับอนุญาตและไม่ได้รับอนุญาต เกมเสมอสำหรับการแข่งขันมวยปล้ำวาทศิลป์เราเห็นการถกเถียงเรื่องเพลง Lubin ที่ฉันทามติ 2018 ที่ด้านของ bitcoin สูงสุด

ด้วยการเขียนโปรแกรมเพลงของ SXSW ที่เกิดขึ้นในบริเวณใกล้เคียงนอกจากนี้ยังมีการประชุมสำรวจการผสมดนตรีและเทคโนโลยี blockchain กลุ่มอุตสาหกรรมที่มี IBM และ MIT จะเจาะลึกความคืบหน้าในหัวข้อ นอกจากนี้ผู้พัฒนาบล็อกเชนอิสระที่ทำงานในโครงการ Mycelia ที่รอคอยมานานของ Imogen Heap จะให้ตัวอย่างของความคืบหน้าในตอนนี้

สุดท้าย SXSW ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่ที่ผู้ประกอบการมีโอกาสพบปะนักลงทุนในบรรยากาศที่เป็นกันเอง ด้วยเหตุนี้การร่วมทุนจะได้รับการแนะนำทั้งในรายการหลักและที่บ้านบล็อกเชนของ ConsenSys งานใหญ่คือCryptofund Roundtableในเช้าวันเสาร์

อีกวิธีในการรับเงิน ขโมยพวกเขา มีการเขียนโปรแกรมเกี่ยวกับสิ่งนั้นด้วย

ผ่านการทำลาย
แรงกดดันนั้นเกิดขึ้นสำหรับ บริษัท crypto ในเมือง Austin

Miley โฆษกของ ConsenSys กล่าวว่า SXSW เป็นโอกาสสำคัญในการเข้าถึงผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่มีอิทธิพล:

“ เป็นพื้นที่ที่เทคโนโลยีสามารถข้ามช่องว่างและเข้าถึงผู้ชมหลักและดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้นำของ Web3 เพื่อแสดงศักยภาพของเทคโนโลยีการกระจายอำนาจและสร้างสะพานเชื่อมโยงกับผู้นำของ Web2”

แต่มันไม่ใช่แค่ บริษัท crypto-native ที่บอกเล่าเรื่องราวของพวกเขา แบรนด์ที่ก่อตั้งขึ้นก็ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีเช่นกัน ตัวอย่างเช่นไอบีเอ็มยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีจะมีสถานะอยู่ในออสติน

“ การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงที่เราเห็นในปีนี้คือการก้าวไปไกลกว่า crypto-craze สำหรับแอพพลิเคชั่นขององค์กรที่มีความสามารถในด้าน blockchain และเครือข่ายธุรกิจ blockchain” Jason Kelley จากแผนก blockchain ของ IBM กล่าวกับ CoinDesk “ เรายังเห็นหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับศักยภาพที่ไม่ จำกัด ในการสร้างโทเค็นของสินทรัพย์ทุกชนิดในบล็อกเชน”

นี่จะเป็นงาน SXSW ครั้งแรกของ Dapper Labs บริษัท ที่อยู่เบื้องหลัง CryptoKitties Dieter Shirley ผู้คิดค้นมาตรฐานโทเค็นที่ไม่สามารถใช้ร่วมกันได้ของ ERC-721 ที่ทำให้แมวเป็นไปได้บอกกับ CoinDesk ว่าเขากำลังเผชิญกับความท้าทายในการชนะเหนือสาธารณะที่สนใจในหัวข้อเหล่านี้ แต่ยังไม่ได้ขายเลย

“ เราควรให้ความสำคัญกับการกระตุ้นให้ผู้คนตื่นเต้นกับประโยชน์ที่แท้จริงของเทคโนโลยีนี้ในการทำให้เทคโนโลยีนี้เข้าถึงได้มากขึ้นและในที่สุดทำให้ผู้คนมีเหตุผลที่จะดูแลมากกว่าคำสัญญาของความมั่งคั่งอย่างไม่น่าเชื่อ” เขากล่าว CoinDesk “ เช่นเดียวกับทุกผลิตภัณฑ์ที่เราสร้างเราต้องการสื่อสารสิ่งนี้ในวิธีที่สนุกน่าสนใจและเข้าถึงได้”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.coindesk.com

VaultTel เปิดตัวกระเป๋าเก็บ Bitcoin ในรูปแบบ SIM การ์ดที่ใส่โทรศัพท์มือถือได้

VaultTel เปิดตัวกระเป๋าเก็บ Bitcoin บริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติอเมริกันนาม VaultTel ได้ประกาศเปิดตัวกระเป๋าเก็บเหรียญ cryptocurrency แบบ hardware ในรูปแบบ SIM การ์ด

VaultTel เปิดตัวกระเป๋าเก็บ Bitcoin ที่สามารถใส่ในช่องใส่ซิมของโทรศัพท์มือถือได้ทางบริษัทออกมาประกาศเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่าตัวชิพ wallet ดังกล่าวจะมีชื่อว่า VaultTel Intellichip โดยจะทำงานร่วมกับแอพบนมือถือ เพื่อเก็บ private key ของเหรียญคริปโตบนโทรศัพท์มือถือ และจะใช้ระบบยืนยันตัวตนแบบไบโอเมตริกซ์ รวมถึงการเข้ารหัสลับแบบ ‘military grade’ เพื่อให้เหรียญของผู้ใช้งานปลอดภัย

การ์ดที่ว่านี้จะถูกใส่เข้าไปในช่องใส่ SIM ของโทรศัพท์มือถือ Android หรือสามารถใช้กับอุปกรณ์เสริม เพื่อให้ใช้บนโทรศัพท์ iPhone ได้ อ้างอิงจาก VaultTel

ส่วนระบบยืนยันตัวตนด้วยไบโอเมตริกซ์จะช่วยให้เจ้าของกระเป๋าสามารถส่งเหรียญออกจากกระเป๋าได้โดยง่าย ซึ่งเว็บไซต์ของ VaultTel อธิบายว่า “ยิ่งไปกว่านั้น มันไม่มีตัวสปายแวร์ที่จะบันทึกการใช้งานบนหน้าจอ หรือ Trojan ที่สามารถบันทึกเหตุการณ์ทุกอย่างบน wallet ของคุณได้ เนื่องจากว่ามันไม่ได้ใช้ทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณเลย”

กระเป๋าเก็บคริปโตของ VaultTel จะเปิดให้ pre-order ได้ในสองตัวเลือก ตัวเลือกแรกสำหรับผู้ใช้งาน Android โดยจะมีราคาที่ 75 ยูโร หรือประมาณ 2,700 บาท ส่วนอีกตัวเลือกหนึ่งคือสำหรับ iOS จะอยู่ที่ 100 ยูโร หรือประมาณ 3,600 บาท

นอกจากนี้ทางเว็บไซต์ยังเผยอีกว่าชิพ Intellichip จะใช้ระบบ AES (Advanced Encryption Standard) 512 ในการเก็บข้อมูลอย่างปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ที่ไม่ให้โทรศัพท์เข้าถึงข้อมูลทางภูมิศาสตร์ได้ ทำให้ผู้ที่เจาะข้อมูลจะไม่รู้ว่าผู้ใช้งานเดินทางไปไหนบ้าง

VaultTel เปิดตัวกระเป๋าเก็บ Bitcoin

ทาง VaultTel กล่าวว่าพวกเขาได้ทำการติดตั้งระบบมาตรฐานของ Bitcoin ทั้งหมดสองตัว ซึ่งนั่นก็คือ Bitcoin Improvement Proposal (BIP) 39 สำหรับการจดจำ seed และ BIP44 ที่จะทำให้มีการกำหนดขึ้นตามลำดับชั้นของ wallet ได้อีกด้วย โดยผู้ใช้งานจะสามารถ backup กระเป๋าของพวกเขาบนการ์ดของ VaultTel ได้

ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้ถูกเปิดตัวในตลาดสหรัฐฯแล้ว และจะเปิดขายในยุโรปโดยทันทีผ่านตัวแทนจำหน่ายของ VaultTel ในอังกฤษ ส่วนประเทศอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ต้องรอการประกาศอีกครั้งหนึ่ง

การเก็บเหรียญคริปโตบนโทรศัพท์มือถือนั้นดูเหมือนว่าจะเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น หลังจากที่มีนักพัฒนาออกมาเปิดตัวผลิตภัณฑ์ของพวกเขาอย่างถี่ยิบ

หนึ่งในนั้นคือซัมซุงที่ประกาศเปิดตัว Galaxy S10 ที่จะมีการฝัง hardware ด้านระบบความปลอดภัยในโทรศัพท์ เพื่อป้องกันไม่ให้นักแฮคสามารถเข้ามาแฮ็คได้ ส่วนบริษัท Sirin Labsนั้นก็ยังเปิดตัวโทรศัพท์มือถือ Blockchain ที่มีกระเป๋าคริปโตข้างในเหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีใครเคยทำกระเป๋า hardware ในรูปแบบ SIM การ์ดมาก่อน แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมี Afin ที่ทำ ‘บัตรกระเป๋าเก็บคริปโต’ ที่สามารถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือผ่าน NFC มาแล้วก็ตาม

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com

เว็บเทรด Bitcoin ในตำนาน Mt.Gox ฟื้นคืนชีพกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง

เว็บเทรด Bitcoin ในตำนาน

เว็บเทรด Bitcoin ในตำนาน การเคลื่อนไหวล่าสุดที่มีชื่อว่า “GoxRising” กำลังวางแผนเพื่อฟื้นฟูกิจการสำหรับเจ้าหนี้ของเว็บกระดานซื้อขายเหรียญ Bitcoin

เว็บเทรด Bitcoin ในตำนาน ที่ล่มสลายไปเมื่อปี 2014 นาม Mt.Gox โดยจะเป็นแผนการระยะยาวในฟื้นฟูเว็บดังกล่าว อ้างอิงจากการให้สัมภาษณ์ของนักลงทุนคริปโตชื่อดังนาย Brock Pierce กับเว็บไซต์ TechCrunch เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ตามที่มีรายงานก่อนหน้านี้ ว่ามีเจ้าหนี้ประมาณ 24,000 รายที่ตกเป็นผู้เสียหายในกรณีการถูกแฮ็คของเว็บ Mt.Gox จนทำให้ต้องล่มสลายไปเมื่อต้นปี 2014 ทำให้มี Bitcoin ที่สูญเสียไปแล้วถึง 850,000 BTC ซึ่งคิดเป็นเงินมูลค่ากว่า 460 ล้านดอลลาร์ในขณะนั้น

การคืนเงินให้กับเจ้าหนี้ของ Mt.Gox นั้นกำลังถูกจัดการโดยทนายจากโตเกียว นาย Nobuaki Kobayashi ผู้ที่ถูกแต่งตั้งโดยศาลเพื่อให้เป็นผู้ช่วยฟื้นฟูกิจการ และดูแลในส่วนของบัญชีของ Mt.Gox ที่ล้มละลายไปแล้ว ซึ่งการใช้เงินคืนให้กับเจ้าหนี้นั้นจะใช้เวลาประมาณ 3-5 ปี ตามที่ TechCrunch เผย

แคมเปญ GoxRising อ้างว่าการใช้เงินคืนให้เจ้าหนี้นั้นอาจจะเร็วกว่านี้หากสามารถจัดการเรื่องกฎหมายและปัญหาด้านเทคนิคได้ โดยอ้างอิงจาก TechCrunch ปัจจุบันทางกลุ่มผู้ดูแลบัญชีของ Mt.Gox ถือทรัพย์สินมูลค่าประมาณ 1.2 พ้นล้านดอลลาร์ ซึ่งแบ่งเป็นเงินสดประมาณ 630 ล้านดอลลาร์, มี Bitcoin ที่ 137,892 BTC และ Bitcoin Cash ประมาณ 162,106 BCH

นาย Pierce เผยให้เห็นถึงแผนการในการฟื้นคืนชีพแพลทฟอร์มใหม่ โดยอาจจะใช้ชื่อว่า “Gox” หรือ “Mt.Gox” เหมือนเดิม ซึ่งเป้าหมายนั้นก็ไม่เพียงแต่ฟื้นฟูจำนวนเงินที่สูญเสียไปเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชื่อของกิจการ และโดเมนเนมอีกด้วย ซึ่งจุดที่น่าสนใจก็คือแพลทฟอร์มใหม่ของพวกเขาจะเป็นแบบไม่เก็บเงินของลูกค้าไว้ในเว็บ ก็เพื่อลดภาระความปลอดภัย

สรุปง่าย ๆ ก็คือแคมเปญ GoxRising วางแผนที่จะใช้ BTC หรือ BCH คืนให้กับเจ้าหนี้ และรวมถึงความพยายามในการทำธุรกิจเพื่อหาเงินส่วนต่างที่หายไปมาคืนพวกเขาอีกด้วย ซึ่งผู้ริเริ่มแคมเปญนี้กล่าวว่าพวกเขาจะลบล้างหุ้นของผู้ถือหุ้นของ Mt.Gox เพื่อสร้างเหรียญใหม่

เหรียญที่ว่านี้มีชื่อว่า “Gox Coin” ที่จะทำให้เจ้าหนี้สามารถเป็นผู้ถือ เงินเดิมพันในระบบใหม่นี้ ทว่าปัจจุบันรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานะด้านกฎหมาย รวมถึงสิทธิ์ในการถือ Token ดังกล่าวยังคงเป็นความลับ

เว็บเทรด Bitcoin ในตำนาน

เพื่อให้แคมเปญ GoxRising สำเร็จลุล่วงได้นั้น พวกเขาจำเป็นต้องชดใช้เจ้าหนี้ให้ได้ครึ่งหนึ่ง ซึ่งก็คือจำนวน 12,000 คน

ตามที่ทางสยามบล็อกเชนได้รายงานไปแล้วในสัปดาห์นี้ถึงเอกสารลับที่เปิดเผยเหรียญ BTC และ BCH จำนวนมหาศาลบนแพลทฟอร์ม BitPoint ในช่วงปี 2018 ซึ่งหลาย ๆ คนเชื่อว่านาย Kobayashi เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเทขายเหรียญเหล่านั้นจนทำให้ราคา Bitcoin ร่วงลงอย่างรุนแรง

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com

ผู้คนกำลังจ่าย Bitcoin เพื่อส่งข้อความที่แปลกและดุร้ายสู่อวกาศ

ผู้คนกำลังจ่าย Bitcoin ผลลัพธ์? จักรวาล “ข้อความในขวด” ที่กลายเป็นความแปลกใหม่ล่าสุดในชุมชนทางเทคนิคของ bitcoin

ผู้คนกำลังจ่าย Bitcoin คุณไม่แน่ใจว่าจะจบตรงไหนหรือใครจะอ่าน แต่คุณพิมพ์ข้อความจ่ายสองเซ็นต์ใน bitcoin และคลิกที่ปุ่ม “ส่ง” ข้อความของคุณซิปผ่านช่องว่าง – ใช่ช่องว่าง – จากนั้นจะออกอากาศจากดาวเทียมทำให้โลกว่างเปล่า

เป็นไปได้ด้วยความช่วยเหลือจากดาวเทียม Blockstream ซึ่งเป็นโครงการประหลาดที่เปิดตัวเมื่อปีที่แล้วโดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้คนสามารถเข้าถึง bitcoin ได้โดยไม่ต้องใช้อินเทอร์เน็ต การส่งข้อความได้ง่ายขึ้นตั้งแต่นั้นมาด้วยการเปิดตัว spacebit.liveเว็บไซต์ง่ายๆที่ช่วยให้ผู้ใช้จ่ายค่าธรรมเนียมเล็กน้อย (ค่าเริ่มต้นคือ 3 เซนต์ใน testnet bitcoin) เพื่อส่งข้อความผ่านดาวเทียมทั่วโลก

จนถึงตอนนี้ผลการศึกษาที่น่าสนใจ

ข้อความหนึ่งแสดงถึงบันทึกความคิดแปลก ๆ ของคนที่ไม่รู้จักเกี่ยวกับชีวิตและ bitcoin “ ดังนั้นที่นี่ฉันออกจากงานของฉันฉันมีเงินเพื่อให้ฉันขึ้นและฉันกำลังสร้างโหนดฟ้าผ่าราสเบอร์รี่ pi แรกของฉันและข้อความออกอากาศจากดาวเทียม บางครั้งก็รู้สึกเหมือนฝัน “ไดอารี่อ่านตามที่ผู้ใช้ Twitter เรียกว่า“ Grubles” ผู้ใช้ดาวเทียมบล็อกสตรีมซึ่งทวีตบ่อยครั้งเกี่ยวกับเทคโนโลยี

“ ยังยากที่จะเข้าใจความจริงว่าฉันกำลังคลุมส่วนใหญ่ของโลกด้วยข้อความของฉันตามความต้องการทันที ฉันสงสัยว่ามีใคร [อ่านข้อความนี้]? “คนคนเดียวกันเขียนในวันถัดไป

“ รักคุณ” พวกเขาเขียนในวันที่ 4

แม้ว่าสิ่งที่น่าแปลกใจกว่าเนื้อหาคือจำนวนข้อความ

“ Yo เป็นคนบ้า AF” อ่านข้อความจากผู้ใช้ที่ไม่รู้จักอีกคน มีคนอื่นส่ง บทกวีที่ อุทิศให้กับเครือข่ายสายฟ้าผ่าและอีกคนหนึ่งส่ง “pepe ที่หายาก” เข้ารหัสบัตร จำกัด รุ่นที่มีกบกบทางการเมือง

ผู้ใช้รายอื่นส่งข้อความที่เต็มไปด้วยความหมายซึ่งจับได้จากผู้ใช้ Twitter ยอดนิยมที่ออกจากเว็บไซต์โซเชียลมีเดีย“ Dandarkpill” ติดแท็กในตอนท้าย

“ ย้อนกลับไปเมื่อฉันเจอแสงสว่าง” ข้อความลับ ๆ อ่านหมายความว่า Dandarkpill กำลังวางแผนที่จะกลับมาในวันหนึ่งและเลือกที่จะสื่อสารสิ่งนี้ผ่านดาวเทียม

“ เราไม่สามารถแน่ใจได้ว่ามันเป็นเขาหรือถ้าข้อความถูกถ่ายทอดจาก ‘memecave’ แต่เรายังคงหวังว่านี่เป็นสัญญาณที่บอกว่าเขาสบายดีและจะกลับมาหนึ่งวัน” ผู้สร้างนามแฝง Spacebit.live ผู้สร้าง“ MediumSqueeze บอกกับ CoinDesk ให้เรียกพวกเขาว่า “ทหารที่ถูกล้ม” ของเรา

อุปกรณ์พื้นที่สำหรับทุกคน
หากเว็บไซต์ของ Blockstreamเป็นตัวบ่งชี้ใด ๆ ผู้ใช้กำลังส่งข้อความจำนวนมากโดยใช้ระบบและอาจมีอีกหลายข้อความที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า วันนี้เทคโนโลยีคือ testnet แต่ MediumSqueeze หวังว่ามันจะย้ายไปยังเครือข่ายสดของ bitcoin เร็ว ๆ นี้ซึ่งหมายความว่ามันจะใช้กับ bitcoin จริง

ทั้งสองวิธีวิธีการทำงานค่อนข้างเรียบร้อย

ในเดือนธันวาคม Blockstream ปล่อยการปรับปรุงซอฟต์แวร์ของตน หนึ่งในคุณสมบัติที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักคือด้วยคนใหม่ของapplication programming interface (API) สามารถใช้ดาวเทียมเพื่อส่งข้อความ

ในการส่งข้อความผู้ใช้ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมอย่างช้าๆซึ่งเป็นเครือข่ายการชำระเงินใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นบน bitcoin แพลตฟอร์มนี้ยังอยู่ในช่วงทดลอง แต่ผู้คนต่างกระตือรือร้นที่จะใช้มัน ค่าธรรมเนียมควรสอดคล้องกับจำนวนข้อความที่มีข้อมูล ตัวอย่างเช่นรูปภาพอาจต้องการข้อมูลเพิ่มเติมและอาจมีราคาแพงกว่าหากคุณออกอากาศเพียงประโยคเดียว

“ Blockstream ทำให้สามารถใช้งาน API ได้ซึ่งจะรับข้อความและส่งคืนใบแจ้งหนี้เครือข่ายฟ้าผ่าเมื่อได้รับใบแจ้งหนี้ข้อความนั้นจะถูกส่งไปยังเทเลพอร์ตของดาวเทียมจากนั้นปริมาณข้อมูลจะถูกส่งไปยังอาร์เรย์ดาวเทียม” MediumSqueeze อธิบาย

ในขณะที่spacebit.liveและ Blockstream API ทำให้การส่งข้อความเป็นเรื่องง่ายผู้ใช้ต้องการตัวรับสัญญาณดาวเทียม (ตอนนี้) เพื่อรับข้อมูล

ในทางทฤษฎีทุกคนสามารถใช้ดาวเทียมได้ มีค่าใช้จ่ายประมาณ $ 100 เพื่อซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็น

ผู้สนับสนุน Bitcoin เป็นเวลานานและอดีต CTO Greg Maxwell ตัวอย่างเช่นโพสต์ภาพถ่ายของการตั้งค่าตัวรับสัญญาณดาวเทียมของเขาไปยัง Bitcoin Talk ให้คำแนะนำแก่ผู้ใช้คนอื่นเกี่ยวกับการรวมเข้าด้วยกัน

ผู้คนกำลังจ่าย Bitcoin

แต่ทำไม
ดังนั้นประเด็นคืออะไร? มันเป็นความแปลกใหม่หรือมีเหตุผลจริงๆที่ใช้ bitcoin ในการส่งข้อความผ่านช่องว่าง? มันอาจจะเป็นของทั้งคู่

“ ตอนนี้มันแค่สนุกแล้ว” MediumSqueeze บอกกับ CoinDesk

แต่นักพัฒนาบางคนคิดว่าเทคโนโลยีเปิดช่องทางใหม่ Ansel Lindner podc ​​ast Bitcoin เห็นว่ามันมีศักยภาพสำหรับผู้แจ้งเบาะแสคนที่เปิดเผยการกระทำที่ผิดจรรยาบรรณของรัฐบาลหรือ บริษัท ไปยังส่วนที่เหลือของโลก นั่นเป็นเพราะพวกเขาสามารถใช้มันเพื่อออกอากาศข้อความที่ไม่ระบุตัวตนซึ่งไม่สามารถเซ็นเซอร์ได้ซึ่งเขาไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ด้วยวิธีอื่น

“ มันอาจถูกใช้โดยไม่ระบุชื่อเพื่อส่งข้อความไปทั่วโลก มันไม่สามารถหยุดได้โดยร้านสื่อหลักผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) หรือรัฐบาล “เขาบอกกับ CoinDesk ว่า:

“ การโพสต์ลงบนเว็บไซต์บุคคลที่สามเช่นโซเชียลมีเดียนั้นสามารถเซ็นเซอร์ได้แม้จะมีบัญชีที่ไม่ระบุชื่อก็ตาม เว็บไซต์ของคุณจะน้อยลง แต่พวกเขาสามารถหาคุณได้ง่ายขึ้น ข้อความ / อีเมลที่เข้ารหัสหรืออะไรก็ตามที่จะถูกเซ็นเซอร์โดยไปหลังจากคนไม่กี่คน การแพร่ภาพทั่วโลกคงจะยากมากที่จะหยุด”

ถึงกระนั้นก็ตามคนอื่น ๆ มองว่ามันเป็นหนทางที่จะสานต่อจรรยาบรรณของ bitcoin ต่อไป

“ เครือข่ายประเภทนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับโพสต์ข้อความ WhatsApp นี่เป็น Cypherpunk ในศตวรรษที่ 21 อย่างเคร่งครัด” MediumSqueeze กล่าวโดยอ้างถึงกลุ่มนักเทคโนโลยีจากยุค 90 ที่สนับสนุนการใช้วิทยาการเข้ารหัสลับเพื่อนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

จนถึงตอนนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นแอพพลิเคชั่นที่ได้รับการพัฒนามากที่สุดในฐานะนัก diarist ที่ไม่รู้จักจากส่วนเกริ่นนำของเราที่จะพิสูจน์ด้วยข้อความที่ห้าของเขา

“ หากปราศจาก bitcoin ฉันจะไม่เชื่อมั่นมากเกินไปสำหรับอนาคต”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.coindesk.com

Pantera เผยแม้ว่าตลาดขาลงจะยังคงอยู่ แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นฐานของ Bitcoin

Pantera เผย ตลาดขาลงที่เราได้ยินกันมาเป็นเวลานานแล้วนี้ได้สร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมมามากกว่า 1 ปีแล้ว

Pantera เผย กล่าวคือตั้งแต่ปลายปี 2560 จนถึงต้นปี 2561 ซึ่งมูลค่าของ bitcoin ก็เป็นไปอย่างกระเสือกระสนอย่างที่นักลงทุนหลายคนก็ได้ยอมแพ้ไปตาม ๆ กัน

อย่างไรก็ตาม Pantera Capital บริษัทด้านการลงทุน คริปโต กล่าวว่า ในขณะที่ราคาของ bitcoin นั้นตกลงหมด แต่ตัวปัจจัยพื้นฐานของ bitcoin ยังสามารถคงระดับราคาเอาไว้ได้เป็นอย่างดี และเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ Dan Morehead หรือ CEO ของบริษัทดังกล่าวก็ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับความคาดหวังเกี่ยวกับพื้นที่เกิดใหม่ในคริปโตด้วย

Pantera เผย

Pantera Capital
@PanteraCapital
We graphed the 2013 cycle over the current one for a visual comparison. The past does not predict the future, but it seems this bear market has gone on plenty long. https://hubs.ly/H0gKldb0

นาย Morehead ได้อธิบายว่ามาตรการหลาย ๆ มาตรการของปัจจัยพื้นฐานอ้างอิง ในปัจจุบันนั้นดีกว่ามาตรการที่ใช้ในปี 2557-2558 ช่วงที่เกิดตลาดขาลง นอกจากนี้พวกนักลงทุน pro-blockchain ก็กล่าวอีกว่าการดำเนินการของ Bakkt, Fidelity Investment’s crypto division และ ErisX น่าจะเป็นแรงกระตุ้นที่ดีให้กับอุตสาหกรรมได้ ไม่ว่ามันจะส่งผลในทางตรงหรือทางอ้อมกับ bitcoin หรือคริปโตเคอเรนซีตัวอื่น ๆ ก็ตาม

Spencer Bogart ผู้ก่อตั้งของ Blockchain Capital กล่าวว่า พื้นที่เกิดใหม่นี้เต็มไปด้วยนวัตกรรมความสามารถ และเงินทุน และนักลงทุนคริปโตชื่อดังหลาย ๆ คน ยังกล่าวเสริมอีกว่าระดับความสามารถในการประกอบกิจการและกลุ่มผลประโยชน์นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคา และเมื่อพิจารณาจากระดับของหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น ความกังวลทางเศรษฐกิจโลก และในเรื่องอื่น ๆ แล้ว bitcoin อาจจะเป็นสินทรัพย์ที่เป็นที่สนใจของโลกมากที่สุดในตอนนี้ก็ว่าได้

ดังนั้น Pantera จึงสรุปว่าปัจจัยพื้นฐานไม่มีความเชื่อมโยงกับมูลค่าตามตลาดคริปโตเคอเรนซีแล้ว

ในอนาคตบริษัทมีแผนการที่จะพัฒนา blockchain scalability เพราะจะเป็นสิ่งที่คอยค้ำจุน คริปโตเคอเรนซีให้อยู่ต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม Morehead โต้แย้งว่า การ scale ของ bitcoin และ ethereum ไม่สามารถเข้าถึงผู้คนได้โดยอ้างถึง TCP/IP และอธิบายต่อไปอีกว่าเมื่อเวลาผ่านไปความก้าวหน้าและการพัฒนาจะขับเคลื่อนพื้นที่และมูลค่าของสินทรัพย์ดิจิทัลนี้เอง

Pantera รับรอง เงิน 125 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับการลงทุนในคริปโต
แถลงการณ์ของ Pantera มีขึ้นหลังจากที่ Coindesk รายงานว่าบริษัทได้รับรองเงิน 125 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับเงินทุนจำนวน 175 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้พาร์ทเนอร์จาก Pantera ยังกล่าวอีกว่าเงินจำนวน 9 หลักนี้มาจากนักลงทุนรายใหญ่ กงสี และผู้ที่มีกำลังทางการเงินอื่น ๆ

ถึงแม้ว่าบริษัทจะได้เงินมาจำนวน 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐตั้งเดือนสิงหาคม แต่ Paul Veradittikit ตัวแทนของบริษัทก็ได้แสดงความกังวลว่า ในตอนนี้ Pantera ยังคงมีการเจรจากับนักลงทุนสถาบันอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่เกษียณและผู้ที่บริจาคเงินเพื่อหาผู้สนับสนุนทางการเงินและหุ้นส่วนในทางธุรกิจใหม่ ๆ และเขาก็หวังว่าการเจรจาดังกล่าวจะเกิดผล เพราะเขาเชื่อว่าช่วงนี้เป็นเวลาที่ดีที่สุดที่จะตักตวงความมั่งคั่งในพื้นที่คริปโต โดยกล่าวว่า

Pantera เผย

Pantera Capital
@PanteraCapital
We graphed the 2013 cycle over the current one for a visual comparison. The past does not predict the future, but it seems this bear market has gone on plenty long. https://hubs.ly/H0gKldb0

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com

Bitcoin คือเงินที่ทำงานตลอดเวลา ไม่เหมือนระบบธนาคาร โดย นักวิเคราะห์เงิน

Bitcoin คือเงินที่ทำงานตลอดเวลา นาย Clem Chambers CEO ของ ADVFN.com เว็บไซต์สำหรับนักลงทุนภาคเอกชน เมื่อเร็ว ๆ นี้เขาได้โพสต์ เกี่ยวกับ Bitcoin ซึ่งเคลมว่ามันคือเงินจริง ๆ

Bitcoin คือเงินที่ทำงานตลอดเวลา เงินจริงถึงแม้ว่า Bitcoin จะไม่ใช่เงินจริง แต่นาย Chambers ได้เปิดเผยโพสต์ของเขาบน Forbes ว่า “เขาสามารถทำเงินได้เป็นอย่างมากจากคริปโต” และผมสามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่า “Bitcoin มีคุณสมบัติเป็นเงิน” นักเศรษฐศาสตร์แบบดั้งเดิม ได้กำหนดเงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน (MoE), เก็บมูลค่า (SoV) และหน่วยบัญชี อ้างอิงจากนาย Chambers Bitcoin มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ทั้งสามด้านของเงิน

Bitcoin คือ “คือการแลกเปลี่ยนที่ยอดเยี่ยม”
นาย Chambers ชี้ให้เห็นว่า Bitcoin ไม่สามารถชำระเงินเหมือนบัตรเครดิต และนี่เป็นคุณสมบัติที่มีประโยชน์ต่อพ่อค้า ที่ใช้ Bitcoin หรือคริปโตตัวอื่น ๆในการทำธุรกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนาย Chambers กล่าวว่า “ตอนนี้เป็นอะไรที่ยากในการซื้อ Bitcoin ด้วยบัตรเครดิตและเรียกเงินคืนหลังจากนั้นแล้ว”

คนเหล่านี้อ้างว่าพวกเขาไม่พอใจกับผลิตภัณฑ์หรือบริการหรือแม้แต่ยืนยันว่าพวกเขาไม่ได้ทำธุรกรรม สิ่งนี้มักไม่ยุติธรรมสำหรับผู้ค้าเนื่องจากพวกเขาได้ให้บริการแล้ว แต่ในที่สุดจะไม่ได้รับการชดเชย

ไม่มีความล่าช้าจากธนาคาร ด้วย Crypto
เขาได้เปรียบเทียบการใช้ Bitcoin กับระบบการทำธุรกรรมแบบดั้งเดิม นาย Chambers กล่าวว่า “BTC สามารถทำธุรกรรมไม่กี่นาทีกับลูกค้าที่อยู่ห่างไกล และง่ายต่อการยืนยันการทำธุรกรรม หรือการโอนเงินข้ามพรมแดน มันไม่มีการล่าช้าในการทำธุรกรรมเหมือนธนาคาร และยังได้รับการแจ้งเตือนว่า BTC ของคุณได้รับการถูกส่งไปยัง Address ของพวกเขาเป็นที่เรียบร้อย”

Bitcoin

ในขณะที่ธุรกรรมแบบธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) ที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินทั่วไป (Fiat) สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาทำการเท่านั้นนาย Chambers กล่าว:

“Bitcoin มัน 24/7/365 ซึ่งระบบธนาคารมันไม่ใช่ Blockchain สามารถทำงานวันหยุดสุดสัปดาห์ได้เหมือนพนักงานขายต่างประเทศและเว็บไซต์ของเรา”

Bitcoin เป็นที่เก็บมูลค่าและยังเป็นหน่วยบัญชี
Bitcoin ยังคงเป็นสิ่งที่คอยเก็บมูลค่า และไร้สาระที่จะเห็นว่า “มูลค่าเงินดิจิทัลตัวนี้ที่เมื่อก่อนมีมูลค่า 20,000 ดอลลาร์เมื่อปลายปี 2017 และตอนนี้มีมูลค่า 3,600 ดอลลาร์” โดยนาย Chambers กล่าวว่านั่นเพราะ “หนึ่งเยนญี่ปุ่นก็ยังเคยเป็นเหรียญทองมาแล้ว” และถ้าคุณลองศึกษา “ประวัติศาสตร์ของเงินละก็มันสามารถเป็นเงินเฟ้อแบบไม่สิ้นสุด” คุณอาจจะได้มุมมองที่ดีขึ้นก็เป็นได้ในที่สุด นาย Chambers กล่าว

คุณยังสามารถใช้ Bitcoin เป็นหน่วยของบัญชี เขาชี้ว่าเว็บเทรดหลายแผ่งยังใช้คริปโตเป็นหน่วยบัญชีโดยเขากล่าวว่า:

“การบอกว่า Bitcoin ไม่ใช่หน่วยบัญชีนั้น ก็เหมือนเป็นการบอกว่าลูกคิดไม่ใช่เครื่องมือในการคำนวนนั่นแหละ”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com

บริษัท Lightning Network ปฏิเสธ 1.25 ล้านดอล Roger เพื่อสร้าง Bitcoin Cash

บริษัท Lightning Network นาย Roger Ver ได้เสนอเงินจำนวน 1.25 ล้านดอลลาร์ให้กับบริษัท OpenNode หรือผู้สร้างซอฟต์แวร์ Lightning Network

บริษัท Lightning Network  ในการสร้างระบบดังกล่าวให้กับเหรียญ Bitcoin Cash พร้อมกล่าวว่า “วิสัยทัศน์ของเรานั้นดีกว่า, ระบบการเงินที่เปิดกว้างกว่านั้นเป็นไปได้กับ Bitcoin เท่านั้น”

โดยอ้างอิงจากวีดีโอของนาย Roger Ver ที่มีการพูดคุยเกี่ยวกับข้อจำกัดของ Bitcoin และ Lightning Network นั้น เขาได้ชี้ให้เห็นว่าการแก้ไขการรองรับขนาดของเครือข่ายหรือการ off-chain scaling โดยใช้ Lightning Network สำหรับผู้คนกว่า 1 หมื่นล้านคนนั้นอาจใช้เวลาถึง 100 ปี ในขณะเดียวกันเขาได้พูดโอ้อวดว่าหากทำการ on-chain scaling บน Bitcoin Cash นั้นจะใช้เวลาเพียงแค่ 40 ปีเท่านั้น

OpenNode นั้นเป็นบริษัทด้าน software ที่กำลังพัฒนาระบบ payment สำหรับลูกค้าระดับองค์กรต่าง ๆ โดยบริษะทที่ว่านี้กำลังพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ทำให้การติดตั้ง Lightning Network สำหรับร้านค้าปลีกและบุคคลธรรมดาทั่วไปนั้นเป็นเรื่องง่าย โดย Lightning Network นั้นถือเป็นชุดคำสั่ง smart contracts ที่จะให้ผู้คนทำธุรกรรมด้วย Bitcoin ผ่าน layer ขั้นที่สอง ส่งผลทำให้มีความรวดเร็ว ไม่ต้องไปแออัดใน blockchain อีกทั้งยังไร้ค่าธรรมเนียมอีกด้วย

บริษัทดังกล่าวได้รับเงินทุนเป็นจำนวน 1.25 ล้านดอลลาร์จากนาย Tim Draper หรือนักลงทุนชื่อดังชาวอเมริกัน

ในช่วงที่เขาถ่าย i99bet วีดีโอตัวเองนั้น นาย Roger Ver กล่าวว่าเขานั้นไม่อยากจะมาเป็นนักลงทุนที่ต่อจากนาย Tim Draper

“ผมไม่อยากจะลงทุนในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับนาย Tim Draper เขาเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่ฉลาดและดีที่สุดในโลกนี้ แต่ผมไม่คิดว่านาย Tim จะได้คำนวณตัวเลขพวกนี้ดีแต่แรก เขาจะยอมรอเป็นเวลาหลายสิบปีเพื่อผู้คนขนาดนั้นได้หรอ ผมคิดว่าคุณกำลังทำผิดพลาด เพราะ Lightning Network นั้นจะทำงานได้ดีกว่า กว่า กว่า กว่า บนระบบที่ไม่มีการจำกัดขนาดของ block อย่างเช่น Bitcoin Cash ไม่ใช่บน BTC”

ตัวเลขที่นาย Roger Ver กำลังพูดถึงนั้นคืองานวิเคราะห์ที่เขาเผยให้เห็นในวีดีโอ โดยเขาได้หยิบเอาตารางในการคำนวณว่า Lightning Network นั้นจะใข้เวลานานขนาดไหน ถึงจะ scale ได้ครบทั้งโลก หลังจากนั้นเขาก็เทียบมันกับ Bitcoin Cash ในการคำนวณแบบเดียวกัน โดยใช้กฎของนาย Moore และ Nielsen ที่มีการกล่าวว่าพลังในการคำนวณคอมพิวเตอร์นั้นจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในทุก ๆ 18 เดือน

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ของนาย Ver นั้นก็มีข้อจำกัดเช่นกัน โดยเฉพาะการคาดเดาว่าเครือข่ายของ Bitcoin และ Bitcoin Cash จะเฉื่อยชาเนื่องจากจะไม่มีการอัพเกรดเลยในช่วง 100 ปีนี้ ยิ่งไปกว่านั้นนาย Roger Ver ยังไม่ได้กล่าวถึงการพัฒนาของ Lightning Network ที่กำลังเป็นไปอย่างรวดเร็วอีกด้วย

บริษัท Lightning Network 

โดยนาย Roger Ver ใช้การวิเคราะห์เหล่านี้เพื่อชักจูงให้ OpenNode พัฒนาเทคโนโลยีของพวกเขาให้กับ Bitcoin Cash

“ผมมีข้อเสนอให้กับทีมของ OpenNode และ Tim Draper คุณ [Draper] ลงทุนใน OpenNode เป็นเงิน 1.25 ล้านดอลลาร์ กับบริษัทสตาร์ทอัพด้านการประมวลผลธุรกรรม Bitcoin เอาล่ะนะ Tim ผมจะขอเสนอจำนวนเงินให้เท่ากับของคุณ 1.25 ล้านดอลลาร์ให้กับ OpenNode โดยไม่มีเงื่อนไขอะไรผูกมัดเลยในแง่ของ equity ผมไม่ต้องการหุ้น หรืออะไรก็แล้วแต่เลย สิ่งที่ผมต้องการก็คือให้ OpenNode เริ่มสร้างระบบประมวลผลธุรกรรมให้กับ Bitcoin Cash หรืออีกหนึ่งเวอร์ชันของ Bitcoin ที่มีความเป็น Bitcoin มากที่สุด”

อย่างไรก็ตาม OpenNode ได้ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว

OpenNode
@OpenNodeCo
Thanks for the $1.25MM offer @rogerkver, but we’re going to have to turn it down. Our vision of a better, more open financial system is only possible with Bitcoin. #bitcoin4everydayhttps://youtu.be/Xg_-dz5PqAY

การตัดสินใจดังกล่าวนั้นอาจได้รับอิทธิพลมาจากปัจจัยหลาย ๆ ปัจจัย รวมถึงการแยกตัวระหว่าง Bitcoin Cash และ Bitcoin SV โดยอ้างอิงจาก OpenNode นั้น พวกเขาเลือกที่จะให้บริการ Bitcoin เพียงตัวเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุผลว่า

“เครือข่ายของ Bitcoin นั้นเป็น blockchain ที่มีความเป็น decentralized ที่ไม่เคยถูก hack หรือทำงานผิดพลาดมาก่อนตั้งแต่ตอนที่มันเริ่มต้นขึ้นมาตอนแรก มันเป็น blockchain ที่ทำงานมานานที่สุด, ปลอดภัยที่สุด และมีสภาพคล่องมากที่สุด พวกเราแค่ให้บริการด้านธุรกิจที่รองรับได้เฉพาะ Bitcoin เพราะพวกเราต้องการจะปกป้องผู้ใช้งานให้ได้มากที่สุด โดยจำกัดไม่ให้พวกเขาเข้าถึงตลาด token ได้มากนัก”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com…

ตลาด Bitcoin Futures ของ CME ทำปริมาณซื้อขายได้ 360 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ตลาด Bitcoin Futures ของ CME  ได้ทำสถิติใหม่ในการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า bitcoin จำนวน 18,338 ซึ่งเท่ากับ 91,690 bitcoin หรือ 360 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตลาด Bitcoin Futures ของ CME

– CME Bitcoin Futures ได้ทำสถิติการ trade futures ถึง 360 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

– CME milestones ได้ส่งสัญญาณที่จะนำนักลงทุนสถาบันกลับเข้ามาในตลาดคริปโตอีกครั้งหนึ่ง

– งานวิจัยในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า CME มีบทบาทสำคัญในตลาดที่ซบเซาในปี 2561

Chicago Mercantile Exchange (CME) ได้ทำสถิติใหม่ในการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า bitcoin จำนวน 18,338 ซึ่งเท่ากับ 91,690 bitcoin หรือ 360 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

milestone ได้รับสนับสนุนผ่านการเพิ่มปริมาณการ trade bitcoin ซึ่งสามารถทำได้โดย i99bet การเพิ่มความสนใจให้กับนักลงทุนสถาบัน

ตลาด Bitcoin Futures ของ CME

การทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า bitcoin ของ CME ในเดือนธันวาคมปี 2560 นี้เป็นช่วงเวลาเดียวกับการทำในตลาด Cboe ซึ่งการ trade futures นี้มีผลอย่างมากต่อสถานการณ์ในตลาดคริปโต

ในบทความที่แล้ว พวกเราได้พูดคุยกันถึงสถานการณ์ตลาดซบเซาในปีที่ผ่านมาโดยปริมาณการ trade futures เกือบจะเท่าปริมาณการ trade spot ซึ่งปริมาณการ trade spot มีผลกระทบต่อตลาดอย่างมาก ดังเช่นใน Coinbase ที่ราคาตกลงไปถึง 85 เปอร์เซ็นต์ แต่ปริมาณการ trade futures แทบจะไม่ได้รับผลกระทบเลย เหตุผลที่พอจะนำมาอธิบายได้ก็คือนักลงทุนที่ฉลาด ๆ กำลังออกมาและใช้ futures ในฐานะนักลงทุนค้าปลีกและออกจากตลาดไป

การ trade futures ทำให้เกิดสภาพคล่องในตลาด

การ trade futures ทำให้ผู้ใช้สามารถทำเงินได้หลายทาง ไม่ใช่เพียงแต่จะรอให้ราคานั้นสูงขึ้นอย่างเดียว หรือจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่าตัว trader สามารถที่จะ trade ในระยะสั้นหรือยาวก็ได้ หรือแม้แต่จะ trade ในรูปของ leverage โดยการวางเงินพนันในจำนวนที่อาจจะมากกว่าเงินที่มีอยู่บัญชีก็ได้

ทางเลือกเหล่านี้ได้ไปดึงดูดนักลงทุนสถาบันซึ่งมีประสบการณ์และกระตือรือร้นที่จะทำสิ่งเหล่านี้ นอกจากนี้ผู้ค้าปลีกหลายรายก็เริ่มที่จะ trade futures แต่ก็อาจจะติดอยู่ตรงที่ว่าพวกเขาจะต้องฟันฝ่าอุปสรรคทางเศรษฐกิจบางอย่างก่อนที่พวกเขาจะสามารถ trade ตามทางเลือกที่มีอยู่ได้

ถึงแม้ว่าปริมาณการ trade futures และ spot จะลดลงในช่วงปี 2561 แต่แนวโน้มในตลาดก็ดูเหมือนจะเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ range ราคาที่เพิ่มขึ้นไปจนถึง 3,000 ก็ดูเหมือนจะไปเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุนสถาบันในการกลับเข้าสู่ตลาดอีกด้วย

Futures trader มองตลาดว่าจะเป็นไปอย่างไร?

ตามกราฟด้านบน เราจะเห็นได้ว่า margin longs ในปัจจุบันจะอยู่ที่ 27.05k ในขณะที่ margin shorts โดยรวมจะอยู่ที่ 18.082k เท่านั้น และสัดส่วนของ long to short ก็อยู่ที่ 59.85 เปอร์เซ็นต์ถึง 40.16 เปอร์เซ็นต์

ตลาด Bitcoin Futures ของ CME

Futures trader มองตลาดว่าจะเป็นไปอย่างไร?

ตามกราฟด้านบน เราจะเห็นได้ว่า margin longs ในปัจจุบันจะอยู่ที่ 27.05k ในขณะที่ margin shorts โดยรวมจะอยู่ที่ 18.082k เท่านั้น และสัดส่วนของ long to short ก็อยู่ที่ 59.85 เปอร์เซ็นต์ถึง 40.16 เปอร์เซ็นต์

ตามกราฟดังกล่าวนี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันในตลาดขึ้น แต่ในตอนนี้มีแนวโน้มว่าราคาจะเพิ่มสูงขึ้นในตลาด futures

เมื่อเร็ว ๆ นี้มีงานวิจัยออกมาพบว่าการลดลงของ bitcoin futures ในปี 2561 นั้นมีผลต่อตลาด ทำให้ bitcoin ลดลงไปถึง 84 เปอร์เซ็นต์จาก 20,000 ดอลลาร์สหรัฐไปอยู่ที่ 3,120 ดอลลาร์สหรัฐ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://siamblockchain.com…